บริการของเรา
กรอบกลางบริการของเรา
กรอบล่างบริการของเรา

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด : กำจัดปลวก, กำจัดแมลง

บทความจากหนังสือ “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด” ของ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้

โดย ดร.จารุณี วงศ์ข้าหลวง และ กร.ยุพาพร สรนุวัตร

คลิกที่นี่ เพื่ออ่านบทความ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด

คำนำ

หนังสือฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวกับปลวก ทั้งในด้านชีววิทยา นิเวศวิทยา ประโยชน์และโทษที่เกิดจากปลวก ตลอดจนแนวทางในการป้องกันและกำจัดปลวกที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อไม้ไปใช้ประโยชน์ในอาคารบ้านเรือน และเพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการป้องกันและกำจัดปลกได้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสูญเสียจากการเข้าทำลายของปลวกลง และเพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง

 

คณะผู้จัดทำ

ดร.จารุณี  วงศ์ข้าหลวง

ดร.ยุพาพร  สรนุวัตร

โทร. 0-2579-8604, 0-2516-4292-3 ต่อ 483, 487

 


 

คำนำ

ชีวิตความเป็นอยู่ และวงจรชีวิตของปลวก

1. วรรณะสืบพันธ์ หรือแมลงเม่า

2. วรรณะกรรมกร หรือปลวกงาน

3. วรรณะทหาร

ลักษณะปลวกทหารในสกุลต่างๆ ที่พบเสมอในประเทศ

การสร้างอาณาจักร หรือนิคมของปลวก

วงจรชีวิตของปลวก

นิเวศวิทยาของปลวก

1. ปลวกที่อาศัยอยู่ในไม้

1.1 ปลวกไม้แห้ง (Dry-wood termites)

1.2 ปลวกไม้เปียก (Damp-Wood termites)

2. ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน

2.1 ปลวกใต้ดิน (Subterranean termites)

2.2 ปลวกที่อาศัยอยู่ตามจอมปลวก (Mound-building termites)

2.3 ปลวกที่อาศัยอยู่ตามรังขนาดเล็ก (Cartonnest termites)

ลักษณะจอมปลวกขนาดเล็กของปลวกชนิดต่างๆ

การกินอาหารของปลวก

แหล่งอาหารของปลวกจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ

ความสำคัญของปลวก

ประโยชน์ของป่าที่มนุษย์ต้องพึ่งพา

โทษที่เกิดจากปลวก

ชนิดของปลวกที่เข้าทำลายไม้ใช้สอย

ปลวกไม้แห้ง

ปลวกใต้ดิน

ปลวกสร้างรังขนาดเล็ก

ปลวกสร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

ช่องทางการเข้าทำลายของปลวกใต้ดิน

การป้องกันและกำจัดปลวก

1. การป้องกันโดยการใช้สารเคมี

2. การป้องกันโดยไม่ใช้สารเคมี

3. การป้องกันและกำจัดโดยใช้เหยื่อพิษ

ขั้นตอนในการป้องกันการเข้าทำลายของปลวกในอาคารบ้านเรือน

แผนผังแสดงลักษณะการราดน้ำยาป้องกันปลวกในอาคารลักษณะต่างๆ

สารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดปลวกทำลายไม้

1. สารเคมีในกลุ่ม Synthetic pyrethroid ไม่มี CyanoGroup อยู่ในโครงสร้าง

2. สารเคมีในกลุ่ม Synthetic pyrethroid ที่มี Cyano Group อยู่ในโครงสร้าง

3. สารเคมีในกลุ่ม Organophosphate

4. สารเคมีในกลุ่มอื่นๆ

ตัวยาป้องกันรักษาเนื้อไม้

ข้อควรระวังและข้อปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดปลวก

 

คำนำ

ปลวกเป็นแมลงที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจมาก มีทั้งคุณและโทษ ในแง่ประโยชน์ปลวกจัดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมป่าไม้ที่สำคัญมาก เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในระบบนิเวศโทษของปลวกนั้นเกิดขึ้นเพราะว่า ปลวกเป็นแมลงที่ต้องการเซลลูโลสเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิต และโดยที่เซลลูโลสนั้นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเนื้อไม้ ดังนั้นเราจึงพบปลวกเข้าทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้แก่ไม้ หรือโครงสร้างไม้ภายในอาคารบ้านเรือน รวมถึงวัสดุข้าวของเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆที่ทำมาจากไม้และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบ

 

ในประเทศไทยมีปลวกแพร่กระจายอยู่กว่าหนึ่งร้อยชนิด แต่มีเพียงสิบกว่าชนิดเท่านั้นที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไม้ที่นำไปใช้ประโยชน์ ปลวกใต้ดินจัดเป็นปลวกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนคิดเป็นมูลค่าปีละหลายลิบล้านบาทการเข้าทำลายของปลวกชนิดนี้จะเริ่มขึ้นจากปลวกที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน ทำท่อทางเดินดินทะลุขึ้นมาตารอยแตกแยกของพื้นคอนกรีต หรือรอยเชื่อมต่อระหว่างผนัง เสา และคานไม้ พื้นปาร์เก้ คร่าว เพดาน คร่าวฝา ไม้วงกบประตู และหน้าต่าง เป็นต้น

 

ในการดำรงชีวิตของปลวกใต้ดิน นอกจากอาหารแล้วความชื้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของปลวกอีกประการหนึ่ง ข้อมูลทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาของปลวกนี้ ช่วยให้สามารถวางแผน และวางแนวทางในการป้องกัน และกำจัดปลวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีดำเนินการหลายวิธี เช่น การทำให้พื้นดินใต้อาคารเป็นพิษ การทำแนวป้องกันใต้อาคารที่ปลวกใต้ดินไม่สามารถเจาะผ่านได้ หรือการทำให้เนื้อไม้เป็นพิษปลวกใช้เป็นอาหารไม่ได้การดำเนินการมีทั้งการใช้สารเคมีและไม่ใช้สารเคมี ซึ่งขั้นตอนในการป้องกันกำจัดปลวกนี้ประชาชนทั่วไปสามารถจะนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เพื่อช่วยลดความเสียหายและช่วยยืดอายุการใช้ประโยชน์ไม่ให้คงทนถาวรขึ้น ตามรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป

 

ชีวิตความเป็นอยู่ และวงจรชีวิตของปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่มีชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคม มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ภายในรังโดยทั่วไปมีนิสัยไม่ชอบแสงสว่าง ชอบที่มืดและอับชื้น ประชากรปลวกมีการแบ่งแยกหน้าที่การทำงานออไปเป็นวรรณะต่างๆ รวม วรรณะคือ

1.      วรรณะสืบพันธ์ หรือแมลงเม่า

ประกอบด้วยตัวเต็มวัยที่มีปีกทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทำหน้าที่สืบพันธุ์และกระจายพันธุ์โดยจะบินออกจากรังเมื่อดินฟ้าอากาศเหมาะสม เพื่อจับคู่กันและจะสลัดปีก ผสมพันธุ์กันและหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อวางไข่

2.      วรรณะกรรมกร หรือปลวกงาน

เป็นปลวกตัวเล็กสีขาวนวลไม่มีปีก ไม่มีเพศ ไม่มีตา ใช้หนวดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกคลำทาง ทำหน้าทีเกือบทุกอย่างภายในรัง เช่น หาอาหารมาป้อนราชินี ราชา ตัวอ่อนและทหารซึ่งไม่หาอาหารกินเองนอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างรัง ทำความสะอาดรัง ดูแลไข่เพาะเลี้ยงเชื้อราและซ่อมแซมรังที่ถูกทำลาย

รูปภาพ แมลงเม่า ราชินี ปลวกกรรมกรหรือปลวกงาน

3.      วรรณะทหาร

เป็นปลวกที่มีหัวโต สีเข้ม และแข็งมีกรามขนาดใหญ่ ซึ่งดับแปลงไปเป็นอวัยวะคล้ายคีมที่มีปลายเหลมคมเพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรูที่มารบกวนสมาชิกภายในรัง ไม่มีปีก ไม่มีตา ไม่มีเพศบางชนิดจะดัดแปลงส่วนหัวให้ยื่นยาวออกไปเป็นงวง เพื่อกลั่นสารเหนียวปล่อยหรือพ่นไปติดตัวศัตรูทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ หรืออาจทำให้ตายได้

 

ลักษณะปลวกทหารในสกุลต่างๆ ที่พบเสมอในประเทศ

 รูปภาพ Coptotermes, Macrotermes, Odontotermes, Microcerotermes, Globitermes, Cryptotermes, Ancistrotermes, Termes และ Nasutitermes

 

การสร้างอาณาจักรหรือนิคมของปลวก

เริ่มต้นขึ้นเมื่อฤดูการเหมาะสม ส่วนใหญ่มักเป็นช่วงหลังฝนตกปีละประมาณ 2-3 ครั้งโดยแมลงเม่าเพศผู้และเพศเมีย (Alate or winged reproductive male of female) บินออกจากรังในช่วงเวลาพลบค่ำประมาณ 18.30-19.30 . เพื่อมาเล่นไฟจับคู่ผสมพันธุ์กันจากนั้นจึงสลัดปีกทิ้งไป แล้วเจาะลงไปสร้างรังในดินในบริเวณที่มีแหล่งอาหารและความชื้น หลังจากปรับสภาพดินเป็นที่อยู่แล้วประมาณ 2-31 วันจึงเริ่มวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆและจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงวันละหลายพันฟอง ไข่จะฝักออกมาเป็นตัวอ่อน (Larva) และจะเจริญเติบโตโดยมีการลอกคราบจนเป็นตัวเต็มวัย ไข่รุ่นแรกจะฝักออกมาเป็นปลวกไม่มีปีกและเป็นหมันสารเคมีที่เรียกว่าฟีโรโมนหรือสารที่ผลิตออกมาจากทวารหนักของราชินี เพื่อให้ตัวอ่อนเกิดจะเป็นตัวกำหนดให้ตัวอ่อนพัฒนาไปเป็นปลวกวรรณะต่างๆเช่นปลวกงาน (Worker) ปลวกทหาร (Soldier) โดยบางส่วนของตัวอ่อนจะเจริญไปเป็นปลวกที่มีปีกสั้น ไม่สมบูรณ์ ซึ้งอยู่ในช่วงระยะเจริญพันธุ์ (Nymphs) เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะเจริญไปเป็นแมลงเม่า ซึ่งมีปีกยาวสมบูรณ์เต็มที่บินออกไปผสมพันธุ์ต่อไป ตัวอ่อนบางส่วนจะเจริญเติบโตเป็นปลวกวรรณะสืบพันธุ์รอง (Supplementary Queen and king)  ซึ่งทำหน้าที่ผสมพันธุ์และอกไข่ เพิ่มจำนวนประชากร ในกรณีที่ราชา (King) หรือราชินี (Queen) ของรังถูกทำลายไป

 

วงจรชีวิตของปลวก

 ภาพแสดงวงจรชีวิตของปลวก หรือ วงจรชีวิตปลวก (Termite Life Cycle)

 

นิเวศวิทยาของปลวก

    สภาพความเป็นอยู่ หรือสภาพทางนิเวศวิทยา รวมถึงอุปนิสัยในการกินอาหารของปลวกแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิดและประเภทของปลวก ซึ่งสามารถจำแนกอย่างกว้างๆเป็น2 ประเภท โดยใช้แหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลักได้ ดังนี้

1.      ปลวกที่อาศัยอยู่ในไม้

ปลวกชนิดนี้ตลอดชีวิตจะอาศัยและกินอยู่ภายในเนื้อไม้ โดยมีการสร้างทางเดินมาติดต่อกับพื้นดินเลย ลักษณะทั่วไปที่บ่งชี้มีปลวกในกลุ่มนี้เข้าทำลายไม้คือ วัสดุแข็งเป็นเม็ดกลมรีอยู่ภายในเนื้อไม้ที่ถูกกินเป็นโพรง หรืออาจร่วงหล่นออกมาภายนอกตามรูที่ผิวไม้ เราอาจแบ่งปลวกประเภทนี้เป็นกลุ่มย่อยลงไปอีกตามลักษณะความชื้นของไม้ที่ปลวกเข้าทำลาย ดังนี้

1.1  ปลวกไม้แห้ง (Dry-wood termites)

ปลวกชนิดนี้อาศัยอยู่ในไม้ที่แห้งหรือไม้ที่มีอายุใช้การมานานลีความชื้นต่ำ โดยปกติมักจะไม่ค่อยเห็นตัวปลวกชนิดนี้อยู่นอกชิ้นไม้ แต่จะพบวัสดุแข็งรูปกลมรี ก้อนเล็กๆกองอยู่บนพื้นบริเวณโคนเสาฝาผนัง หรือโครงสร้างไม้ที่ถูกทำลาย โดยทั่วไปปลวกชนิดนี้จะทำลายไม้เฉพาะภายไนชิ้นไม้โดยเหลือชิ้นไม้ด้านนอกเป็นฟิล์มบางๆไว้ ทำไห้มองดูภายนอกเหมือนไม้ยังอยู่ในสภาพดี

1.2  ปลวกไม้เปียก (Damp-Wood termites)

ปลวกชนิดนี้มักอาศัยและกินอยู่ในเนื้อไม้ของไม้ยืนต้น หรือไม้ล้มตายที่มีความชื้นสูง

ปลวกไม้แห้ง และ ปลวกไม้เปียก

 

2.      ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน

ปลวกประเภทนี้จะอาศัยอยู่ในดิน แล้วออกไปหาอาหารที่อยู่ตามพื้นดินหรือเหนือพื้นดินขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะทำท่อทางเดินดินห่อหุ้มตัว เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น และ หลบซ่อนตัวจากศัตรูที่จะมารบกวน จำแนกเป็น3พวก คือ

2.1  ปลวกใต้ดิน (Subterranean termites)

เป็นปลวกที่อาศัยและทำรังอยู่ใต้ดิน เช่น ปลวกในสกุล Coptotermes, Microtermes, Ancistrotermes และ Hypotermes เป็นต้น

Coptotermes Gestroi เป็นปลวกใต้ดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุด

Microtermes Obesi และ Hypotermes Makhamensis

 

2.2  ปลวกที่อาศัยอยู่ตามจอมปลวก (Mound-building termites)

เป็นปลวกที่สร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อยู่บนพื้นดินเช่นปลวกในสกุล Globitermes, Odontotermes และ Macrotermes เป็นต้น

 

ลักษณะจอมปลวกขนาดใหญ่ของปลวกชนิดต่างๆ

Globitermes Sulphureus, Hypotermes Makhamensis, Macrotermes Carbonarius, Macrotermes Gilvus, Odontotermes Feae, Odontotermes Longignathus

 

2.3  ปลวกที่อาศัยอยู่ตามรังขนาดเล็ก(Carton nest termites)

เป็นปลวกที่สร้างรังขนาดเล็กอยู่บนดินหรือเหนือพื้นดิน เช่น ตามกิ่งไม้ ต้นไม้ เสาไฟฟ้า หรือโครงสร้างอื่นๆ ภายในอาคาร เช่น ปลวกในสกุล Microcerotermes, Termes, Dicuspiditermes, Nasutitermes และ Hospitalitermes เป็นต้น

 

ลักษณะจอมปลวกขนาดเล็กของปลวกชนิดต่างๆ

Termes, Dicuspiditermes, Microcerotermes, Nasutitermes

 

การกินอาหารของปลวก

แหล่งอาหารของปลวก จำแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ

1.      ไม้ (wood)

2.      ดินและฮิวมัส (Soil and Moss )

3.      ใบไม้และเศษซากพืชที่ทับถมอยู่บนพื้นดิน(Lave and litter)

4.      ไลเคนและมอส ( Lichen and Moss )

 

ปลวกส่วนใหญ่จะกินอาหารประเภทเนื้อไม้ เปลือกไม้ เศษไม้ ใบไม้ หรือวัสดุ อื่นๆ ที่มีเซลลูโลส เป็นองค์ประกอบ โดยในระบบทางเดินอาหารของปลวกจะมีสัตว์เซลล์เดียวคือ โปรโตซัวในปลวกชั้นต่ำ หรือมีจุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรีย และเชื้อราในปลวกชั้นสูงซึ้งจะทำหน้าที่ช่วงในการย่อยอาหารประเภทเซลลูโลส หรือสารประกอบอื่นๆให้กลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายปลวก

 

ความสำคัญของปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจมากคือ มีทั้งประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ที่ได้รับจากปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่สำคัญมากในระบบนิเวศวิทยาป่าไม้  คือ

 1.   ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆได้แก่ เศษไม้ ท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ และส่วนต่างๆ ของพืช  ที่หักร่วงหล่อนหรือล้มตายทับถมอยู่ในป่า แล้วเปลี่ยนให้กลายสภาพเป็นฮิวมัสในดินเป็นกำเนิดของขบวนการหมุนเวียนของธาตุอาหารจากพืชไปสู่ดิน ทำไห้ดินอุดมสมบูรณ์ซึ่งจะส่งผลให้พรรณพืชทุกระดับในป่าธรรมชาติเจริญเติบโตสมบูรณ์ดี

2.      มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ คือ นอกจากจะช่วยให้พืชในป่าเจริญเติบโตดี เป็นอาหารของสัตว์ป่าแล้ว ตัวปลวกเองยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนของสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิด เช่น ไก่ นก กบ คางคก และสัตว์เลื่อยคลานต่างๆ ซึ่งจะเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่ต่อไปเป็นทอดๆ

3.      เป็นแหล่งผลิตโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์โดยปลวกบางชนิดสามารถสร้างเห็ดโคน ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะ และมีราคาแพง สามารถเพิ่มรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรทั้งนี้โดนมีเชื้อราที่อยู่ร่วมกันภายในรังปลวกหลายชนิดช่วยในการผลิต

4.      จุลินทรีย์อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารปลวก ซึ่งสามารถผลิตเอนไซม์บางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถนำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมหรือใช้ในการแก้ไขและควบคุมมลภาวะสิ่งแวดล้อมในอนาคตต่อไป เช่น การย่อยสลายสารกำจัด ศัตรูพืชที่มีฤทธิ์ตกค้างนานหรือการกำจัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

 

ประโยชน์ของป่าที่มนุษย์ต้องพึ่งพา

เห็ดโคน (Termitomyces sp.)

สร้างรายได้เสริม และเป็นอาหารอันโอชะ ที่มีคุณค่าซึ่งได้จากปลวก

Macrotermes Carbonarius เส้นใยที่จะพัฒนาเป็นเห็ดโคนซึ่งสร้างขึ้นภายในจอมปลวก เมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม เห็ดโคนที่ขึ้นบนจอมปลวก Odontotermes Proformmosanus เห็ดโคนที่ขึ้นบนพื้นดิน ก้อนเชื้อราคาที่ปลวกเพาะเลี้ยงไว้ภายในรังใต้ดิน

 

โทษที่เกิดจากปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อ

1.      กล้าไม้และไม้ยืนต้น ในป่าธรรมชาติและป่าสวน

2.      ไม่ใช่ประโยชน์ที่อยู่กลางแจ้ง

3.      ไม่ใช่ประโยชน์ที่เป็นโครงสร้างภายในอาคารบ้านเรือน

4.      วัสดุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่ทำมาจากไม้และพืชเส้นใยเช่นโต๊ะ ตู้ กระดาษหนังสือพรม และเสื้อผ้า เป็นต้น

5.      กัดทำลายรากของพืชเกษตร พืชไร่ พืชผัก พืชสวน และไม้ผล

 

ชนิดของปลวกที่เข้าทำลายไม้ใช้สอย

1.      ปลวกไม้แห้ง ที่สำคัญ คือ  Cryptotermes Thailandis ส่วนใหญ่พบเข้าทำความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือน ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่เกาะ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศ

2.      ปลวกใต้ดิน ที่สำคัญ คือ Coptotermes gestroi และ Coptotermes havilandi ปลวกใต้ดินชนิด C. gestroi จัดเป็นปลวกชนิดที่มีความสำคัญทางเศษกิจสูงที่สุดในประเทศร้อยละ 90 ของอาคารที่ถูกทำลายเกิดจากการเข้าทำลายของปลวกชนิดนี้ และกว่า 90% พบเข้าทำความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตเมือง นอกจากนี้ ปลวก Odontotermes Proformosanus และปลวกในสกุล Schedorhinotermes, Ancistrotermes และ microtermes อาจพบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใช้ประโยชน์ ภายนอกอาคารหรืออาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตชนบท

ปลวก Coptotermes Gestroi และโครงสร้างไม้ที่ถูกทำลายเสียหายรุนแรง

3.      ปลวกสร้างรังขนาดเล็ก ที่ สำคัญคือ Microcerotermes crassus และ nasutitermes sp. พบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใช้ประโยชน์ภานอกอาคารหรือในอาคารบ้านเรือนที่  อยู่ในเขตชนบท

4.      ปลวกสร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่ สำคัญคือ Globitermes sulphureus, Macrotermes Gilvus และ Odontotermes longignathus มักพบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใบระโยชน์ภายนอกและไม้ในอาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตชนบท

 

ช่องทางการเข้าทำลายของปลวกใต้ดิน

ตามรอยแตกร้าวของพื้นคอนกรีตและบันได หรือ รอยต่อระหว่างพื้นคอนกรีตและผนังอาคาร

 

ตามท่อทางเดินดินที่ปลวกสร้างขึ้นมาตามเสา หรือรอยเชื่อมต่อระหว่างพื้นดิน และผนังอาคาร

 

การป้องกันและกำจัดปลวก

การป้องกันและกำจัดปลวกสามารถดำเนินได้หลายวิธี คือ

1.      การป้องกันโดยการใช้สารเคมี

1.1  การใช้สารกำจักปลวก (Termiticides)

เป็นการป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น หรืออัดสารป้องกันกำจัดปลวกลงไปในพื้นดินเพื่อทำให้ภายไต้อาคารเป็นพิษปลวกไม่สามรถเจาะผ่านทะลุขึ้นมาได้ หรืออาจใช้สารเคมีกำจัดปลวก โรยและฉีดพ่นโดยตรง วิธีการฉีดพ่นด้วยสารเคมีป้องกันปลวกก่อนการปลูกสร้างอาคารสามารถให้ผลในการป้องกันปลวกใต้ดินได้ดีที่สุด

การฉีดพ่นสารเคมีเคลือบบนผิวดินและผิวไม้

 

การเจาะและอัดสารเคมีลงในดิน

 

1.2  การใช้สารป้องกันเนื้อไม้(Wood preservatives

ดำเนินการโดยการพ่น ทา แช่ จุ่ม หรือ อัด โดยใช้กำลังอัดเพื่อให้สารเคมีแทรกซึมเข้าไปในเนื้อไม้

การรักษาเนื้อไม้ด้วยการแช่ และการอาบนำยาโดยใช้กำลังอัด

 

2.      การป้องกันโดยไม่ใช้สารเคมี

2.1  การใช้แผ่นโลหะ

โลหะผิวลื่น เช่น แผ่นอลูมิเนียม สามารถใช้เป็นแนวป้องกันไว้รอบๆเสา หรือรอยต่อระหว่างฐานล่างกับส่วนที่เป็นโครงสร้างไม้ เพื่อกั้นเส้นทางเดินของปลวกจากพื้นดินเข้าสู่อาคาร

2.2  การใช้วัสดุอื่นๆ

เช่น เศษหินบท เศษแก้วบด หรือแผ่นตะแกรงโลหะ ปูรองพื้นอาคารในส่วนที่ติดพื้นดิน ทั้งหมด

แผ่นตะแกรงโลหะปูรองพื้นอาคาร (Termi-mesh stainless steel)

 

การใช้วัสดุหินบด

วิธีการไม่ง่าย - ไม่ยาก

นำเศษหินที่เหลือทิ้งจากโรงงานมาบดและร่อน ให้ได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเม็ดดิน 1.7-2.4 มิลลิเมตร

 

ใช้ห
Fatal error: Maximum execution time of 30 seconds exceeded in C:\inetpub\vhosts\jcc2u.com\httpdocs\site\news_details.php on line 113