ยุง แมลงวัน ปลวก มด แมลงสาบ ไรฝุ่น หนู
วัตถุอันตราย อุปกรณ์ หลักการ ฉลาก หน้าที่ กฎหมาย ภาคผนวก 1
ภาคผนวก 2 ภาคผนวก 3 ภาคผนวก 4 ภาคผนวก 5 ภาคผนวก 6 ภาคผนวก 7 ภาคผนวก 8

หลักสูตร

การอบรมผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายเพื่อใช้รับจ้าง

 

2.  วัตถุอันตรายที่ใช้ควบคุมป้องกันและกำจัดสัตว์ที่เป็นปัญหาในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข

แมลงและสัตว์ฟันแทะหลายชนิดเป็นต้นเหตุนำโรค นำความรำคาญและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากมาสู่มนุษย์ในอดีตมนุษย์พยายามหาวิธีควบคม ป้องกันและกำจัดมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเป็นต้นมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2485 ได้การนาสารดีดีที (dichlorodiphenyl trichloroethane) มาใช้กำจัดแมลงเป็นครั้งแรก ต่อมาได้มีการใช้สารอินทรีย์สังเคราะห์อื่นๆในการกำจัดแมลงและศัตรูพืชกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ปัจจุบันในประเทศไทย สารดีดีที จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 คือห้ามมีการผลิต นำเข้าส่งออกและมีไว้ในครอบครอง ด้วยมีข้อมูลความเป็นพิษต่อมนุษย์และการตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม

วัตถุอันตรายที่นำมาใช้เพื่อกำจัดสัตว์ที่เป็นปัญหาในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข เช่น ยุง แมลงวัน ปลวก มด แมลงสาบ ไรฝุ่นและหนู เป็นต้น มีหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น ชนิดฉีดพ่นแบบพ่นอัดก๊าซและฉีดพ่นธรรมดา ชนิดขด ชนิดแผ่นใช้ไฟฟ้า ชนิดผงหรือชนิดเหยื่อ เป็นต้น

1.              วัตถุอันตรายที่ใช้ในควบคม ป้องกันและกำจัดสัตว์ที่เป็นปัญหาในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข แบ่งตามคุณสมบัติทางเคมีเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1.1                   สารประกอบอนินทรีย์

เป็นสายประกอบของแร่ธาตุที่พบตามธรรมชาติ ไม่มีธาตุคาร์บอนในโมเลกุล มีความเสถียรมาก ไม่ระเหย ละลายน้ำได้ดี บางชนิดคงอยู่ได้นาน มีพิษสะสมต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สารประกอบของสารหนู ไซยาไนด์ ปรอท และแทลเลียม เป็นต้น

1.2                   สารสกัดจากธรรมชาติ (Botanical insecticides)

ได้แก่ สารสกัดจากพืชตะไคร้หอม (cymbopogon nardus (L) Rendli) สารสกัดจากพืชหนอนตายหยาก (Stemona spp.) สารสกัดจากพืชโล่ติ๊น (Derris elliptica) เป็นต้น

1.3                   สารประกอบอินทรีย์

เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมีส่วนผสมของธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจนและธาตุอื่นๆ เช่น คลอรีน ออกซิเจน กำมะถัน ฟอสฟอรัสและไนโตรเจน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1.3.1                   สารประกอบออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine compounds) เป็นสารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุคลอรีน ไฮโดรเจน คาร์บอน บางชนิดอาจมีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยเรียกว่า คลอริเนเต็ดไฮโดรคาร์บอน (chlorinated hydrocarbon) เป็นสารกำจัดแมลงที่ออกฤทธิ์ตกค้างนาน มีความคงตัว ไม่สลายตัว ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ดีในน้ำมัน ลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น เป็นสารกลุ่มแรกที่นำมาใช้ควบคุมแมลงในบ้านเรือน ปัจจุบันสารในกลุ่มนี้หลายชนิดจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 คือ ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครอง เพราะมีพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก่อให้เกิดมะเร็ง ตกค้างในสิ่งแวดล้อมแพร่กระจายและสะสมเพิ่มขึ้นในสัตว์ต่างๆ ตามลำดับในชั้นห่วงโซ่อาหาร สารในกลุ่มนี้ ได้แก่ ดีดีที (DDT) คลอร์เดน (chlordane) อัลดริน (aldrin) บีเอชุ (BHC) ดีลดริน (diedrin) และเฮ็บตาคลอร์ (heptachlor) เป็นต้น

1.3.2                   สารประกอบออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate compounds) เป็นสารอินทรีย์ที่มีธาตุฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบสำคัญ ละลายได้ดีในน้ำและตัวทำละลายอินทรีย์ ออกฤทธิ์ทำให้แมลงตายโดยการสัมผัสและดูดซึมเข้าสู่ตัวแมลง มีฤทธิ์อยู่ได้นานกว่าสารกล่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ฉีดพ่นและเหยื่อ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์และสัตว์ ดังนั้นจึงมีข้อควรระวังสำหรับผู้สัมผัสกับสารกลุ่มนี้ คือ จะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจหาระดับซีรั่มโคลีนเอสเตอเรส สารในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไดคลอร์วอสหรือดีดีวีพี (dichlorvos or DDVP) ไดอะซีนอน (diazinon) มาลาไธออน (malathion) คลอรพรีฟอส (chlorpyriphos) เทมีฟอส (temephos) เป็นต้น

1.3.3                   สารประกอบคาร์บาเมต (Carbamate compounds) เป็นสารอินทรีย์ที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีฤทธิ์ตกค้างนานและมีพิษคล้ายสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต คือ ยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ดังนั้นผู้ที่สัมผัสสารดังกล่าวต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจหาระดับซีรั่มโคลีนเอสเตอเรส นิยมใช้ในรูปฉีดพ่นโดยผสมกับสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ สารในกลุ่มนี้ได้แก่ โพรพ็อกซัวร์ (propoxur) คาร์บาริล (carbaryl' เบนดิโอคาร์บ (bendiocarb) เป็นต้น

1.3.4                   สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (Synthetic pyrethroids) เป็นสารเคมีสังเคราะหที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายสารไพรีทรินที่สกัดมาจากพืช จากดอกเบญจมาศ ตระกูล chrysanthemum เป็นสารกำจัดแมลงที่ปลอดภัยในการใช้ มีพิษต่อแต่มีประสิทธิภาพสูง แต่ด้วยคุณสมบัติของสารนี้ที่ไม่ทนต่อแสง จึงมีการผลิตสารไพรีทรอยด์สังเคระห์ขึ้นแทนเพราะทนต่อแสงได้นานกว่า สารกล่มนี้ออกฤทธิ์ในการกำจัดแมลงโดยเกิดพิธีที่ระบบประสาทของแมลง แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมทั้งมนุษย์พบว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนแปลงและถูกขับถ่ายออกโดยไม่สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ส่วนในสิ่งแวดล้อม ดินและพืชจะเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว สารในกลุ่มนี้ ได้แก่ อัล-เลทริน (allethrin) ไบโออัลเลทริน (bioallethrin) ไบโอเรสเมทริน (bioresmethrin) ไซเพอร์เมทริน (cypermethrin) ไพนามิน (pynamin) เพอร์เมทริน (permethrin) ไซฟลูทริน (cyfluthrin) เป็นต้น

1.3.5                   สารออกฤทธิ์กลุ่มอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเนื่องจากการใช้สารเดิมๆ เป็นเวลานานแมลงอาจเกิดความต้านทานได้ ดังนี้

1.3.5.1                    กลุ่มคลอโรนิโคตีนิล (chloronicotinyl) ได้แก่ สาร imidacloprid

1.3.5.2                    กลุ่มเฟนนีลไพราโซล (phenylpyrazole) ได้แก่ สาร fipronil

1.3.5.3                    กลุ่มสารกำจัดหนู (Rodenticides) เช่น สารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า ได้แก่ วอรฟาริน (warfarin) คูมาเตทราลิล (coumatetralyl) โบรไดฟาคุม (brodifacoum) โบรมาดิโอโลน (bromadiolone) โฟลคูมาเฟน (flocoumafen) ไดเฟไทอะโลน (difethialone) เป็นต้น

1.3.5.4                    สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง (insect growth regulators) สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน (hormone mimics) เช่น สาร hexaflumuron เป็นสารยับยั้งการสร้างผนังลำตัวแมลง (chitin synthesis inhibitors) ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว รวมทั้งผ่านการทดสอบจากกรมป่าไม้ว่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดปลวกได้ ภายในเวลา 1 - 2 เดือน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เหยื่อกำจัดปลวก ชนิดที่ติดตั้งภายในอาคารและชนิดฝังดินบริเวณรอบนอกอาคารซึ่งในการนำเหยื่อกำจัดปลวกนี้ไปใช้ จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม มีความรู้ทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาของปลวกเป็นอย่างดี รวมทั้งควรมีความชำนาญในการที่จะแก้ไขระหว่างการวางและเปลี่ยนเหยื่อด้วยเนื่องจากเหยื่อที่นำเข้ามาใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันยังมีประสิทธิภาพในการดึงดูดให้ปลวกเข้ามากินได้ไม่ดีนัก

 

2.              รูปแบบของสูตรผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย

ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายที่ใช้ในการควบคุม ป้องกันและกำจัดสัตว์ที่เป็นปัญหาในบ้านเรือน หรือทางสาธารณสุขดังกล่าวข้างต้นที่วางจำหน่ายโดยทั่วไปนั้น นอกจากจะประกอบด้วยสารสำคัญแล้วยังมีส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อลดความเข้มข้นของสารสำคัญ ลดความเป็นอันตราย เพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนเพื่อความสะดวกต่อการนำไปใช้และการขนย้าย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้มีทั้งชนิดพร้อมใช้และชนิดเข้มข้นที่ต้องนำไปเจือจางด้วยน้ำหรือตัวทำละลายก่อนใช้ชนิดของสูตรตำรับผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย มีดังนี้

2.1                   ชนิดของสูตรผสมวัตถุอันตรายแบบเข้มข้นต้องผสมน้ำก่อนนำไปใช้

2.1.1                   EC (Emulsifiable Concentrate) ลักษณะเป็นของเหลวที่ผสมเป็นเนื้อเดียวกันก่อนใช้ต้องเจือจางด้วยน้ำ จะได้สารอิมัลชั่นมีลักษณะขุ่นขาว

2.1.2                   SC (Suspension Concentrate) ลักษณะเป็นสารผสมแขวนลอยของสารออกฤทธิ์ในของเหลว ไม่ตกตะกอน ก่อนใช้ต้องนำไปเจือจาง

2.1.3                   SL (Soluble Concentrate) ลักษณะเป็นของเหลวที่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนใช้ต้องนำไปเจือจางด้วยน้ำ

2.1.4                   SP (Soluble Powder) ลักษณะเป็นผง ก่อนใช้ต้องนำไปผสมน้ำ สารออกฤทธิ์ละลายน้ำได้ แต่สารไม่ออกฤทธิ์บางส่วนในสูตรไม่ละลายน้ำ

2.1.5                   WP (Wettable Wowder) ลักษณะเป็นผง ก่อนใช้ต้องเจือจางด้วยน้ำจะได้สารละลายในรูปของสารแขวนลอย สูตรนี้เหมาะนำไปใช้ในการอัดวัตถุอันตรายลงดินหรือฉีดพ่นบนพื้นดินบริเวณรอบๆ อาคารบ้านเรือน

การพิจารณาเลือกใช้สูตรตำรับใด จึงขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้หรือราคาของวัตถุอันตรายนั้นๆ

2.2                   ชนิดของสูตรผสมวัตถุอันตรายทีเข้มข้น ต้องผสมสารอินทรีย์ก่อนนำไปใช้ เช่น OL (Oil miscible liquid) ลักษณะเป็นของเหลวผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนใช้ต้องเจือจางด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ สูตรนี้เหมาะที่จะนำไปใช้กับอุปกรณ์ชนิดเต็มหรือหลอดฉีดยา เพื่ออัดหรือฉีดพ่นวัตถุอันตรายเข้าไปในโครงสร้างไม้ที่ถูกทำลายในแต่ละจุดเป็นระยะๆ เพื่อช่วยในการแทรกซึมของสารเข้าไปในเนื้อไม้ได้ดีกว่าการใช้ตัวทำละลายที่เป็นน้ำ

2.3                   ชนิดของสูตรผสมวัตถุอันตรายทีนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องทำให้เจือจาง เช่น DP (dustable powder) ลักษณะเป็นผงละเอียด เหมาะจะนำไปใช้ในการฉีดพ่นโดยใช้กับอุปกรณ์ชนิดลูกยางบีบพ่น วัตถุอันตรายจะเข้าไปในเส้นทางเดินของแมลงหรือในโครงสร้างส่วนที่ถูกทำลายโดยไม่มีการเลือดเปรอะเปื้อน ต่างจากการใช้วัตถุอันตรายที่ต้องผสมกับตัวทำละลายที่เป็นน้ำ หรือ สารอินทรีย์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับโครงสร้างของอาคารหรือวัสดุสิ่งของนั้นๆ

2.4                   ชนิดของสูตรผสมวัตถุอันตรายที่ใช้เฉพาะอย่าง

2.4.1                   AE (aerosol general) บรรจุในภาชนะปิดมิดชิด ภายในมีแรงดันสูง มีลิ้นบังคับการเปิด - ปิด เมื่อลิ้นเปิดสารละลายจะถูกปล่อยออกมาเป็นละอองฝอย

2.4.2                   BA (bait ready for use) เป็นเหยื่อล่อหรือดึงดูดแมลงและสัตว์ฟันแทะให้เข้ามากัดกินได้เลยโดยไม่ต้องนำไปผสมอีก

2.4.3                   Foam เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้ในการอัดฉีดวัตถุอันตรายลงใต้พื้นล่างของอาคารที่เป็นคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำพาวัตถุอันตรายให้แทรกซึมและกระจายได้เร็ว

และทั่วถึง รวมทั้งสามารถแทรกซึมไปตามช่องว่างต่างๆ ภายใต้พื้นคอนกรีตได้

 

3.              ความเป็นพิษของวัตถุอันตราย

3.1                   ความเป็นพิษ หมายถึง ความสามารถเฉพาะตัวของสารใดสารหนึ่งในการทำให้เกิดพิษต่อสิ่งมีชีวิต มี 2 ลักษณะ ดังนี้

3.1.1                   ความเป็นพิษเฉียบพลัน หมายถึง ความเป็นพิษจากวัตถุอันตรายทันทีหลังจากดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท ทำให้มีอาการน้ำลายไหล เหงื่อออก ม่านตาหรี่ เป็นต้น

3.1.2                   ความเป็นพิษเรื้อรัง หมายถึง ความเป็นพิษที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งหลังจากได้รับหรือสัมผัสกับสารนั้นเป็นเวลานาน เช่น การเกิดพิษต่อเม็ดเลือด การเกิดพิษต่อระบบสืบพันธุ์การเกิดเนื้องอกและมะเร็ง เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่าง “ความเป็นพิษ” (toxicity) และ “อันตราย” (hazard)

ความเป็นพิษ (toxicity) หมายถึง คุณสมบัติที่มีอยู่ในสารที่จะทำให้เกิดความเสียหาย หรืออันตราย ส่วนอันตราย (hazard) หมายถึง ความเสี่ยงที่จะเกิดพิษจากการใช้สารนั้น

ดังนั้น วัตถุอันตรายกำจัดแมลงและสัตว์ฟันแทะที่มีพิษมาก อาจจะมีอันตรายต่ำก็ได้ หากผู้ที่นำไปใช้ได้ปฏิบัติตามวิธีการใช้อย่างถูกต้องและเลือกใช้วัตถุอันตรายที่เหมาะสม

3.2                   วัตถุอันตราย4สามารถเข้าสู่ร่างกาย ได้ 3 ทาง ดังนี้

3.2.1                   ทางปากโดยการกลืนกิน เช่นสูบบุหรี่ขณะฉีดพ่นละอองหรือฝุ่นวัตถุอันตรายปลิวเข้าปาก ดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนวัตถุอันตราย ใช้ภาชนะบรรจุที่ปนเปื้อนวัตถุอันตราย ใช้ปากดูดวัตถุอันตรายขณะเตรียมเครื่องมือฉีดพ่น ไม่ล้างมือหลังจากทำงาน ใช้มือจับของกิน หรือ การหกรดของวัตถุอันตรายบนอาหาร อีกทั้งมักเกิดจากการจงใจฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ

3.2.2                   ทางจมูก โดยการสูดหายใจฝุ่นละอองไอของวัตถุอันตรายผ่านระบบทางเดินหายใจเข้าสู่ร่างกายขณะฉีดพ่น

3.2.3                   ทางผิวหนัง วัตถุอันตรายสามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังของคนและสัตว์ได้ อาจเกิดจากการหกรดหัวและเสื้อผ้าผู้ปฏิบัติงานระหว่างเตรียม ขณะฉีดพ่นหรือฝุ่นละอองไอของวัตถุอันตรายแล้วมาถูกตัวระหว่างฉีดพ่นหรืออาจจะเกิดจากการสัมผัสพืช วัสดุสิ่งของหลังจากทำงานขณะซ่อมเครื่องบินที่มีสารดังกล่าวปนเปื้อน เป็นต้น

3.3                   ระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตราย

องค์การอนามัยโลกได้จัดแบ่งระดับความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายโดยพิจารณาจากสูตร (The WHO Recommended classification of pesticides by Hazard and Guidelines to classification) จำแนกระดับความเป็นพิษเฉียบพลัน เป็นค่า LD50 ซึ่งหมายถึงค่าตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนมิลลิกรัม ของสารต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวที่ใช้ที่ทำให้สัตว์ทดลองตายร้อยละ 50 ถ้าค่า LD50 สูง ความเป็นพิษของวัตถุอันตรายจะน้อยลง การจำแนกความเป็นพิษเฉียบพลันของของวัตถุอันตราย ออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้

 

ชั้น

LD50 สำหรับหนูทดลอง (มิลลิกรัม / กิโลกรัม ของน้ำหนักตัว)

ทางปาก

ทางผิวหนัง

ของแข็ง

ของเหลว

ของแข็ง

ของเหลว

I เอ มีพิษ

ร้ายแรง มาก

5 หรือน้อยกว่า

20 หรือน้อยกว่า

10 หรือน้อยกว่า

40 หรือน้อยกว่า

I บี มีพิษร้ายแรง

มากกว่า 5 - 50

มากกว่า 20 - 200

มากกว่า 10 - 100

มากกว่า 40 - 400

II มีพิษปานกลาง

มากกว่า 50 - 500

มากกว่า 200 - 2000

มากกว่า 100 - 1000

มากกว่า 400 - 4000

III มีพิษน้อย

มากกว่า 500

มากกว่า 2000

มากกว่า 1000

มากกว่า 4000

 

หมายเหตุ “ของแข็ง” และ “ของเหลว” หมายถึง ลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์หรือสูตรตำรับ

 

การแบ่งกลุ่มค่าความเป็นพิษเฉียบพลันในตารางนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการแบ่งกลุ่มของผลิตภัณฑ์แต่ถ้าหากผลิตภัณฑ์นั้น ไม่มีข้อมูลของค่าความเป็นพิษเฉียบพลัน มีวิธีการคำนวณ ดังนี้

 

กรณีประกอบด้วยสารสำคัญ 1 ตัว

 

LD50 ของผลิตภัณฑ์ = LD50 ของสารสำคัญ x 100 ÷ % ของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์

 

กรณีประกอบด้วยสาระสำคัญ มากกว่า 1 ตัวขึ้นไป

 

C1/T1 + C2/T2 + ……Cn/Tn = 100/Tm

 

โดย

C             =             ค่าความเข้มข้นของสาระสำคัญตัวที่ 1, 2......ถึง n

T             =             ค่า LD 50 ของสารสำคัญตัวที่ 1, 2.....ถึง n

Tm         =             ค่า LD 50 ของผลิตภัณฑ์

 

ในการประเมินความเป็นพิษเฉียบพลันของวัตถุอันตรายต่อมนุษย์ อาจประเมินจากการให้สารนั้นแก่สัตว์ทดลอง เช่น หนู แล้วพิจารณาความเป็นพิษเฉียบพลัน จากค่า LD50 ที่ได้จากผลการทดลอง

3.4                   อาการเกิดพิษ

พิษของวัตถุอันตรายเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะปรากฏอาการดังนี้

3.4.1                   อาการเริ่มแรก อ่อนเพลีย มึนงง ใจสั่น มีเหงื่อวิงเวียนและตาพร่า

3.4.2                   อาการรุนแรง ใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งที่ท้อง กล้ามเนื้อกระตุกที่บริเวณหน้า เหนื่อยหอบ กล้ามเนื้อหน้าท้อง แขนและขา กระตก ตามัว ม่านตาหดเล็ก หมดสติ หายใจขัด และหายใจช้าลง

 

อาการเกิดพิธีของวัตถุอันตรายแต่ละกลุ่ม

กลุ่ม

อาการเกิดพิษ

กลุ่มออร์กาโนคลอรีน

1.         ลินเดน  (lindane)

2.         อัลดริน (aldrin)

3.         คลอร์เดน (chlordane)

4.         ดีลดริน (dieldrin)

5.         บีเอชซี (BHC)

6.         เฮ็บตาคลอร์ (heptachlor)

 

1.         เมื่อได้รับสารกลุ่มนี้เข้าไปจะกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง กล้ามเนื้อขาดการประสานงาน ทำให้มีอาการสั่น ถ้าอาการรุนแรงอาจชักได้

2.         ในรายที่มีอาการรุนแรงจะหมดสติ

กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต

1.         ไดคลอร์วอส หรือ ดีดีวีพี (dichlorvos or DDVP)

2.         มาลาไธออน (malathion)

3.         เทมีฟอส (temephos)

4.         คลอร์ไพรีฟอส (chlorpyriphos)

5.         ไดอะซีนอน (diazinon)

 

1.         เมื่อได้รับทั้งทางปาก ผิวหนัง และสูดดม จะมีอาการมึนงง ปวดศีรษะ  อ่อนเพลีย กระวนกระวาย อาการสั่นที่ปลายลิ้น และเปลือกตา ม่านตาหรี่ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำตา และน้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ปวดท้องเกร็ง ชีพจรเต้นช้า กล้ามเนื้อเกร็ง

2.         ในรายที่มีอาการรุนแรงจะท้องเสีย ตาหรี่ หายใจลำบาก ปอดบวม ขาดออกซิเจน ตัวเขียวคล้ำ (cyanosis) กล้ามเนื้อหูรูดไม่ทำงาน ชักและตายเพราะหัวใจไม่ทำงาน

3.         ในรายที่มีพิษสะสม ระบบประสาทถูกทำลาย และกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย

กลุ่มคาร์บาเมต

1.         โปรพ็อกซัวร์ (propoxur)

2.         คาร์บารีล (carbaryl)

3.         เบนดิโอคาร์บ (bendiocarb)

 

1.         ผู้ได้รับพิษจะมีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งช่องท้อง ท้องร่วง ม่านตาหรี่ หายใจหอบ เหงื่อออกมาก

กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์

1.         อัลเลทริน (allethrin)

2.         ไบโออัลเลทริน (bioallethrin)

3.         ไบโอเรสเมทริน (bioresmethrin)

4.         ไซเพอร์เมทริน (cypermethrin)

5.         เพอร์เมทรีน (permethrin)

6.         ไซฟลูทริน (cyflumethrin)

7.         ไพนามิน (pynamin)

 

1.         ผู้ได้รับจะมีอาการคัน ผื่นแดง บางรายก็มีอาการจามคัดจมูก โดยเฉพาะในรายที่เคยเป็นโรคหอบ เมื่อสูดหายใจเอาวัตถุอันตรายพวกนี้เข้าไปจะมีอาการหอบปรากฏขึ้นมาอีก

2.         ในรายที่ได้รับเข้าไปจำนวนมาก จะทำให้มีอาการชักกระตุก กล้ามเนื้อกระตุก และชั้นสุดท้ายจะเป็นอัมพาต

สารกลุ่มอื่นๆ เช่น

1.         กลุ่มเฟนนีลไพราโซล (phenylpyrazole) เช่น fipronil

 

1.         เนื่องจาก fipronil เป็น reversible GABA receptor inhibitor อาการพิษเกิดขึ้น จึงมีผลต่อการกระตุ้นประสาท และอาการชักเกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ระบบ central nervous system ทำให้เกิด hyperexcitability

2.         กลุ่มคลอโรนิโคตินิล (chloronicuetinyl) เช่น imidacloprid

2.         ซึม หายใจขัด และมีอาการสั่นกระตุก ถ้ามีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งให้หยุดทำงาน ทำการปฐมพยาบาลแล้วรีบไปพบแพทย์

3.         สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง (insect growth regulators) เช่น hexaflumuron

3.         สารกลุ่มนี้มีพิษต่ำต่อสัตว์เลือดอุ่น ไม่พบอาการเกิดพิษ

4.         กลุ่มสารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า

4.1         วอร์ฟาริน (warfarin)

4.2         คูมาเตดตระลิล (coumatettralyl)

4.3         โบรไดฟาคูม (brodifacoum)

4.4         โบรมาดิโอโลน (bromadiolone)

4.5         โฟลคูมาเฟน (flocoumafen)

4.6         ไดเฟไทโอโลน (difethialone)

4.         หากได้รับประทานวัตถุอันตรายนี้ในปริมาณมากๆ หรือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการตกเลือดโดยอาจมีเลือดออกมากับอุจจาระ เลือดกำเดาไหล มีเลือดออดตามเหงือก อาจมีอาการปวดท้องและหลัง เนื่องจากมีการตกเลือดภายในช่องท้อง อ่อนเพลีย ตัวซีด อาจตายได้เนื่องจากเสียเลือดมาก

 

3.5                   ผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตราย

ผลกระทบจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพื่อประโยชน์ต่อการกำจัดแมลงและสัตว์ฟันแทะ นอกจากจะเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์แล้วยังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ดังนี้

3.5.1                   ทำให้แมลงและสัตว์ฟันแทะพัฒนาความต้านทานต่อวัตถุอันตราย

การใช้วัตถุอันตรายบ่อยๆ อาจทำให้แมลงและสัตว์ฟันแทะสามารถสร้างความต้านทานต่อวัตถุอันตรายที่ใช้ โดยแมลงจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระและอุปนิสัย เช่น ความสามารถในการพัฒนาให้มีผนังลำตัวหนาขึ้นจนวัตถุอันตรายซึ่งผ่านไม่ได้ หรือสร้างเอนไซม์ขึ้นมาย่อยสลายสารพิษ ทำให้แมลงและสัตว์ที่รอดชีวิตมา จะให้กำเนิดลูกหลานที่แข็งแรงขึ้น ทำให้ปริมาณของวัตถุอันตรายที่เคยใช้ได้ผลกับรุ่นก่อน จึงใช้ไม่ได้กับรุ่นหลังที่มีความทนทานมากขึ้น สำหรับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้นเนื่องจากแมลงและสัตว์ฟันแทะมีความสามารถในการปรับตัว เช่น ไม่ไปหากินในที่ที่เคยได้รับวัตถุอันตรายแต่จะไปที่อื่นแทน เป็นต้น

3.5.2                   ทำให้แมลงและสัตว์ฟันแทะกลับมาระบาดรุนแรงกว่าเดิม

ในธรรมชาติมีแมลงหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ เช่น ผึ้ง ผีเสื้อ เป็นต้น ดังนั้นการใช้วัตถุอันตรายจะทำให้แมลงที่เป็นประโยชน์ช่วยในการผสมพันธุ์พืช หรือพวกที่ควบคุมแมลงและพืชด้วยกัน เช่น ตัวห้ำและตัวเบียน จะถูกกำจัดไปด้วย ดังนั้นถ้าระบบนิเวศมีปริมาณตัวห้ำและตัวเบียนน้อยกว่าสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูพืชอยู่แล้ว ผลที่ตามมาคือแมลงที่แข็งแรงที่ต้องการกำจัดกลับมีปริมาณสูงขึ้น เพราะขาดตัวควบคุมปริมาณตามธรรมชาติและในบางครั้งวัตถุอันตรายที่ใช้อาจไปกระตุ้นการเพาะพันธุ์เพิ่มจำนวนของแมลงอีกชนิดหนึ่งได้

3.5.3                   ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วัตถุอันตรายกำจัดแมลงและสัตว์ฟันแทะบางชนิด สามารถตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ ทำให้ไปสะสมในสิ่งมีชีวิตสูงขึ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างทศวรรษ 1950s และ 1960s พบว่าชนิดและจำนวนนกลดลงมาก เมื่อศึกษาพบว่านกได้รับสารดีดีที จากปลาที่กินและสะสมไว้ในร่างกาย สารดังกล่าวมีผลรบกวนต่อการนำแคลเซียมไปใช้ประโยชน์ทำให้เปลือกไข่นกบางลง และแตกง่าย ลูกนกจึงมีอัตราการตายสูงหรือออกไข่น้อยลงหรือช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ดังนี้

3.5.3.1                    การแพร่กระจายในดิน

วัตถุอันตรายที่ใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงและสัตว์ฟันแทะ ทั้งในอาคารบ้านเรือนหรือที่ใช้ในทางการเกษตร มีโอกาสสะสมในดินสูงมากเพราะดินเป็นแหล่งรองรับโดยตรง สารที่ตกค้างในดินมีการเปลี่ยนแปลงได้หลายลักษณะ เช่น เกิดการสลายตัว ระเหยเข้าสู่บรรยากาศ ดังนั้นวัตถุอันตรายที่มีความคงทนสลายตัวยากเป็นอันตรายมาก

3.5.3.2                    การแพร่กระจายในน้ำ

วัตถุอันตรายแพร่กระจายเข้าสู่แหล่งน้ำได้ทั้งจากการฉีดพ่นโดยตรงหรือจากการชะล้างของน้ำที่ไหลผ่านผิวดินหรือจากน้ำทิ้งจากบ้านเรือนและอุตสาหกรรม หรือการทิ้งหรือการล้างภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย หรือการใช้วัตถุอันตรายในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำและเมื่อเข้าสู่แหล่งน้ำส่วนใหญ่จะถูกดูดซับด้วยอนุภาคดิน สารอินทรีย์และสารตะกอนแขวนลอยที่อยู่ในน้ำแล้วจมลงสู่ท้องน้ำ อาจมีบ้างที่ระเหยสู่บรรยากาศและซึมผ่านลงในแหล่งน้ำใต้ดิน

3.5.3.3                    การตกค้างในพืช

การตกค้างในพืชที่เป็นอาหารจากการฉีดพ่นวัตถุอันตรายหรือจากการดูดซึมจากน้ำใต้ดินหรือจากสารที่ปลิวในอากาศ

3.5.3.4                    การตกค้างในสัตว์

สัตว์ได้รับวัตถุอันตรายโดยตรงจากการฉีดพ่น หายใจและซึมผ่านผิวหนังหรือได้รับจากอาหารตามลำดับชั้นในห่วงโซ่อาหาร เช่น การตรวจพบดีดีที สะสมอยู่ในชั้นไขมันในนกเพ็นกวินที่ขั้วโลก เป็นต้น

3.5.3.5                    การตกค้างในมนุษย์

การได้รับวัตถุอันตรายของมนุษย์คล้ายกับสัตว์ คือ กลุ่มผู้ใช้วัตถุอันตรายจะได้รับโดยตรงจากการฉีดพ่น จากการกินอาหารหรือจากการดื่มน้ำที่มีวัตถุอันตรายเจือปน อาการพิษที่เกิดขึ้นมีทั้งแบบฉับพลันหลังจากได้รับวัตถุอันตรายในปริมาณมากและระยะเวลาสั้นๆ เช่น วิงเวียน อาเจียน หมดสติ เสียชีวิต ส่วนอาการพิษเรื้อรังหลังจากการได้รับพิษสะสมทีละน้อยเข้าสู่ร่างกายหลังจากที่บางส่วนถูกขับออกจากร่างกายไปแล้ว ที่เหลือจะสะสมในเนื้อเยื่อจนเมื่อถึงจุดที่ร่างกายทนไม่ได้จึงแสดงอาการออกมา เช่น ทำให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติ เกิดมะเร็ง (carcinogenicity) หรือเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม (mutagenicity) เป็นต้น

3.6                   เมื่อมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตรายเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้

3.6.1                   สอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ชื่อผู้ป่วย ปริมาณที่ได้รับ วิธีที่ได้รับ ระยะเวลาที่ได้รับ อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย เช่น การดื่มสุราหรือรับประทานยาใดมาบ้าง

3.6.2                   ค้นหาภาชนะบรรจุ ฉลาดและอุปกรณ์ที่ใช้ฉีดพ่นวัตถุอันตราย ร่องรอยที่หกรดบนพื้นหรือเสื้อผ้าและการชำรุดของเครื่องมือที่ใช้

3.6.3                   ดมกลิ่น สังเกตดูว่ามีกลิ่นผิดปกติหรือไม่

3.7                   การปฐมพยาบาล

เมื่อมีผู้ได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายกำจัดแมลงและสัตว์ฟันแทะ ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันทีก่อนนำส่งแพทย์ ดังนี้

3.7.1                   จับชีพจรของผู้ป่วย ถ้าจับชีพจรไม่ได้ หรือไม่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นให้ทำการนวดหัวใจเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้ แต่ถ้าหยุดหายใจให้ทำการผายปอดโดยต้องเอาฟันปลอมหรือวัสดุที่ติดค้างในปากและลำคอออกก่อน (ถ้ามี) แล้วให้ผู้ป่วยนอนคว่ำหน้าและเอียงศีรษะไปทางใดทางหนึ่ง ให้หัวต่ำกว่าลำตัวเล็กน้อย หากใช้วิธีปากต่อปากหรือปากต่อจมูก ให้ใช้ผ้าบางๆ กั้น ถ้าผู้ป่วยชักให้คลายเสื้อผ้าให้หลวม สอดผ้าหนาๆ ระหว่างฉันเพื่อป้องกันผู้ป่วยกัดลิ้นตัวเอง

3.7.2                   หากผู้ป่วยกลืนกินวัตถุอันตรายเข้าไป ให้ปฏิบัติดังนี้

3.7.2.1                    ต้องทำให้อาเจียน โดย

-          ให้ดื่มน้ำสะอาด 2 แก้ว แล้วใช้นิ้วมือล้วงคอหากยังไม่อาเจียนให้ทำตามข้อต่อไป

-          ให้รับประทานน้ำเชื่อมไอปีแคค (syrup of Ipecac) 2 - 3 ช้อนชาสำหรับเด็กและ 1 - 2 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ ดื่มน้ำตามอีก 1 แก้ว (ประมาณ 250 มิลลิลิตร) รับประทานซ้ำหลังจากให้ยาครั้งแรก 15 - 30 นาที ถ้ายังไม่อาเจียน

3.7.2.2                    ทำการลดการดูดซึมของวัตถุอันตรายในระบบทางเดินอาหาร โดยให้รับประทานผงถ่านแอคติเวเต็ดชาร์โคล 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ ¼ แก้ว หรือไข่ขาวดิบ จำนวน 4 ฟอง สำหรับเด็กและ 8 สองสำหรับผู้ใหญ่ ห้าม ให้กินนมหรือไขมันจากพืชและสัตว์ ถ้ากินวัตถุอันตรายกลุ่มออร์กาโนคลอรรีน เช่น ดีลดริน อัลดริน ลินเดน และกลุ่มคาร์บาเมต ห้ามทำให้อาเจียน ถ้าผู้ป่วยหมดสติหรือสงสัยว่าได้รับประทานกรดหรือด่างเข้มข้น (ให้สังเกตที่ปากและลำคอจะมีรอยไหม้) น้ำมันก๊าด และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจหรือตั้งครรภ์ จากนั้นให้รบนำส่งแพทย์เพื่อทำกาล้างท้อง

หมายเหตุ การใช้น้ำเชื่อมไอปีแคคกับผงถ่านแอคติเวเต็ดชาร์โคลร่วมกันนั้น ต้องให้น้ำเชื่อมไอปีแคคก่อนจนอาเจียนออกหมดแล้วจึงให้ผงถ่าน เพื่อดูดซึมพิษที่ยังหลงเหลืออยู่ ห้ามให้พร้อมกันเนื่องจากผงถ่านจะไปดูดซับน้ำเชื่อมไอปีแคค

3.7.3                   ถ้าผู้ป่วยได้รับพิษจากวัตถุอันตรายทางการสูดดม ให้ปฏิบัติดังนี้

3.7.3.1                    ถ้าผู้ป่วยอยู่ในที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือต้องมีเครื่องป้องกันตนเอง เช่น เครื่องช่วยหายใจหรือหน้ากากป้องกันสารพิษ

3.7.3.2                    รีบนำผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ทันที

3.7.3.3                    คลายเสื้อผ้าให้หลวม

3.7.3.4                    ควบคุมอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยรู้สึกร้อนให้เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น ถ้าผู้ป่วยรู้สึกหนาวให้ห่มผ้า

3.7.3.5                    อย่าให้ผู้ป่วยดื่มสุรา

3.7.4                   ถ้าผู้ป่วยได้รับพิษจากวัตถุอันตรายทางผิวหนัง ให้ปฏิบัติดังนี้

3.7.4.1                    รีบถอดเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนวัตถุอันตรายออก

3.7.4.2                    รีบล้างทำความสะอาดผิวหนัง ผมและเจ็บด้วยน้ำและสบู่ อย่าขัดถูผิวหนังเพราะอาจทำให้สารพิษดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย

3.7.4.3                    เช็ดตัวผู้ป่วยให้แห้งและทำร่างกายให้อบอุ่น

3.7.4.4                    ถ้าผิวหนังไหม้เนื่องจากวัตถุอันตราย ให้ใช้ผ้าบางๆ นุ่มๆ และสะอาดคลุมผิวไว้อย่าใช้ยาใดๆ ทาแผล

3.7.5                   ถ้าวัตถุอันตรายเข้าตา ให้รบล้างตาทันทีโดยเปิดเปลือกตาแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจนอาการระคายเคืองทุเลา (อย่าใช้น้ำยาล้างตา) แล้วรีบนำส่งแพทย์

3.8                   ข้อควรระวังและการป้องกันการเกิดพิษจากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย

3.8.1                   เลือกใช้ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายให้ถูกต้องกับอุปกรณ์หรือเครื่องมือ

3.8.2                   ผู้ใช้จะต้องสวมชุดปฏิบัติการที่เหมาะสม

3.8.3                   หลีกเลี่ยงการสัมผัสวัตถุอันตรายนั้น หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรทำงานไม่เกินเวลาที่กำหนด ล้างผิวหนังที่สัมผัสกับวัตถุอันตรายบ่อยๆ ระหว่างการทำงานและให้ซักเสื้อผ้า และอุปกรณ์ที่ใช้บ่อยๆ

3.8.4                   ต้องเรียนรู้เทคนิคของเครื่องมือที่ใช้

3.8.5                   ต้องเปิดภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายด้วยความระมัดระวัง อย่าใช้ปากเปิด

3.8.6                   เทวัตถุอันตรายที่เข้มข้นออกจากภาชนะด้วยความระมัดระวัง

3.8.7                   ผสมวัตถุอันตรายภายนอกอาคารหรือบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก

3.8.8                   ขณะฉีดพ่นวัตถุอันตรายต้องอยู่เหนือลม

3.8.9                   ระวังอย่าให้วัตถุอันตรายสัมผัสผิวหนัง กรณีที่สัมผัสให้ล้างออกทันที

3.8.10            อย่าให้เด็กและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในสถานที่เก็บ และสถานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ วัตถุอันตราย

3.8.11            อย่าเก็บวัตถุอันตรายร่วมกับอาหารและเครื่องดื่มเพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนได้

หลักสูตรการอบรมผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายเพี่อใช้รับจ้าง 143

3.8.12            อย่ารับประทานอาหาร ดื่มน้ำหรือสูบบุหรี่ขณะปฏิบัติงาน

3.8.13            อย่านำภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายที่เหลือทิ้งมาบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม

3.8.14            ต้องเก็บภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายในที่ที่เหมาะสม

3.8.15            อย่าถ่ายเทวัตถุอันตรายใส่ภาชนะบรรจุอื่นๆ ที่ไม่มีฉลาก

3.8.16            อ่านฉลากก่อนใช้เพราะฉลากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้สามารถศึกษารายละเอียดต่างๆ ได้

บัญญัติ 10 ประการในการใช้วัตถุอันตรายให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

1.             สำรวจสถานที่ก่อนและภายหลังการทำบริการ

2.             เลือกใช้วัตถุอันตรายให้เหมาะสมกับปัญหาและระดับการระบาด

3.             เลือกใช้ชนิดและรูปแบบของวัตถุอันตรายให้เหมาะสมกับสถานที่รับบริการ

4.             ผสมวัตถุอันตรายในอัตราส่วนความเข้มข้นที่เหมาะสมหรือตามที่แนะนำบนฉลากข้างบรรจุผลิตภัณฑ์

5.             ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับรูปแบบของวัตถุอันตรายและใช้ให้ถูกวิธี

6.             ประสานงานกับฝ่ายผู้รับบริการ ให้ทราบถึงแผนการปฏิบัติงานและแนะนำวิธีการเก็บการเตรียมสถานที่ เช่น แผ่นปลิวที่มีข้อความดังนี้ “ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการรับบริการกำจัด.....” เป็นต้น ให้กับฝ่ายผู้รับบริการเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า

7.             ระวังการปนเปื้อนของวัตถุอันตรายในภาชนะอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ฉีดพ่นวัตถุอันตรายลงบนพื้นที่เป้าหมายเท่านั้น

8.             ประเมินผลหลังการทำบริการว่าปริมาณแมลงและสัตว์ฟันแทะที่ต้องการกำจัด ลดลงหรือไม่ เพียงใด พร้อมทำรายงานให้กับผู้รับบริการทราบ กรณีที่ได้มีการตกลงกันไว้

9.             ไม่ควรใช้วัตถุอันตรายเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือตัวใดตัวหนึ่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการสร้างความต้านทานต่อวัตถุอันตรายนั้น

10.      ทบทวน ปรับปรุง แก้ไขขั้นตอน วิธีการและแนวทางการจัดการให้ดียิ่งขึ้น

 

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

1.             กองควบคุมวัตถุมีพิษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2536. การป้องกัน การวินิจฉัย และการรักษา การเกิดพิษจากสารกำจัดแมลง

2.             กองควบคุมวัตถุมีพิษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2537. คู่มือการรักษาอาการเกิดพิษ และวิธีการปฐมพยาบาลเมื่อได้รับอันตรายจากการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและสัตว์. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

3.             D.C. Chavarser H.H Yap, 1997. Chemical Method for The Control of Vector and Pests Public Health Importance, World Health Organization.

4.             Thomas W. Dean and o. Norman Nesheim, Applying Pesticides Correctly, A Guide for pesticide Applicators, university of Florida.

ขึ้นบนสุด