ยุง แมลงวัน ปลวก มด แมลงสาบ ไรฝุ่น หนู
วัตถุอันตราย อุปกรณ์ หลักการ ฉลาก หน้าที่ กฎหมาย ภาคผนวก 1
ภาคผนวก 2 ภาคผนวก 3 ภาคผนวก 4 ภาคผนวก 5 ภาคผนวก 6 ภาคผนวก 7 ภาคผนวก 8

หลักสูตร

การอบรมผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายเพื่อใช้รับจ้าง

 

1.6  ไรฝุ่น (House Dust Mite)

ไร คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพบทั่วไปไม่ว่าจะเป็นในน้ำทะเล แม่น้ำ ลำคลอง ในดิน บนส่วนต่างๆ ของพืช กองอาหารสัตว์ กองฟางและผลผลิตเกษตร รวมทั้งในบ้านเรือนและแหล่งอาศัยของสัตว์ต่างๆ ไรหลายชนิดเป็นไรที่ให้โทษต่อมนุษย์และสัตว์โดยทำลายพืช นำโรคมาสู่คน สัตว์และพืช ขณะที่ไรอีกหลายชนิดสามารถนำมาใช้กำจัดศัตรูพืชได้นับว่าเป็นประโยชน์ทางการเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก

ฝุ่นในบ้านเรือน (house dust) เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่กินเศษซากแมลง ละอองเกสรและสปอร์ของเชื้อราเป็นอาหาร นอกจากนั้นฝุ่นยังมีไรปะปนอยู่กว่า 30 ชนิด เมื่อเก็บฝุ่นในบ้านมาตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะพบไรได้หลายชนิดแต่ชนิดที่พบได้แพร่หลายมากที่สุดในหลายๆประเทศ ได้แก่ ไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides pteronyssinus (รูปที่ 1) และ Dermatophagoides faninae (รูปที่ 2) ไรชนิดอื่นๆ ที่สามารถพบในฝุ่น ได้แก่ ไรชนิด Acarus siro, Tyrophagus putrescentiae, Blomia tropicalis, Lepidoglyphus destructor และ GIycyphagus domesticus นักวิทยาศาสตร์จัดกลุ่มไรทั้งหมดที่พบในที่อยู่อาศัยนี้ว่า “Domestic mites”

  

รูปที่ 1 ไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides pteronyssinus (ซ้าย = ตัวผู้   ขวา = ตัวเมีย)

 

 

รูปที่ 2 ไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides farinae (ซ้าย = ตัวผู้   ขวา = ตัวเมีย)

 

รูปร่างลักษณะ

ไรฝุ่น (House dust mite) เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มของสัตว์ขาข้อเช่นเดียวกับแมงมุม แมงป่องและแมลงชนิดต่างๆ ไรฝุ่นมีขนาดเล็ก รูปร่างกลมรี สีขาวขุ่น ขนาดประมาณ 0.1 ถึง 0.3 มิลลิเมตร มีขา 4 คู่ ไม่มีตา ไม่มีหนวด ส่วนปากยื่นออกไปทางด้านหน้าของลำตัว มีลักษณะคล้ายกับส่วนหัว ผนังลำตัวของไรทั้งด้านหลังและด้านใต้ท้องจะเป็นร่องเล็กๆ ลึกลงไปภายในลำตัว ทำให้เกิดลวดลายคล้ายลายนิ้วมือมนุษย์ ตามลำต้นมีขนยาวติดอยู่หลายเส้นนอกจากนั้นยังมีขนสั้นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ที่ปลายส่วนท้องในตัวผู้ยังมีอวัยวะพิเศษใช้จับเพศเสียในระหว่างผสมพันธ์ และมีอวัยวะส่งถ่ายน้ำเชื้อซึ่งตั้งอยู่ระหว่างขาคู่ที่ 4 ไรเพศเสียมีช่องเปิดของไข่อยู่ทางด้านล่างของผนังลำตัวเหนือทวารหนัก และมีช่องรับการผสมพันธุ์แยกต่างหากจากช่องวางไข่

1.              ชีววิทยาและนิเวศวิทยา

1.1                   วงจรชีวิต

ไรฝุ่นไม่ชอบแสงสว่าง จึงอาศัยหลบซ่อนตัวตามซอกมุมมืดต่างๆ ในบ้าน เช่น ห้องนอน ที่นอน หมอน ผ้าห่ม โซฟา พรม และเฟอร์นิเจอร์ที่บุด้วยวัสดุเส้นใยที่สามารถสะสมฝุ่นได้ดี ไรฝุ่น กินเศษผิวหนังและรังแคของคนและสัตว์ สปอร์ของเชื้อราและสารอินทรีย์ต่างๆ ในฝุ่นเป็นอาหาร นอกจากอาหารแล้วปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของไรฝุ่น ได้แก่ อุณหภูมิและความชื้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไรฝุ่น คือ ที่อุณหภูมิระหว่าง 25 - 28 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 70 – 80% ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น จึงมีสภาพที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไรฝุ่นเป็นอย่างดี ไรฝุ่นมีการเจริญเติมโตแบบไม่สมบูรณ์ การเจริญเติบโตของไรฝุ่นประกอบด้วยระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะไข่ ไข่ไรฝุ่นมีลักษณะเป็นวงรี สีขาวขุ่น และมีสารเหนียวห่อหุ้มภายนอก เพื่อช่วยให้ยึดเกาะกับเศษซากต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

ระยะตัวอ่อน 6 ขา และระยะตัวอ่อน 8 ขา ตัวอ่อนของไรฝุ่นมีสีขาวใส

ระยะตัวเต็มวัย ไรฝุ่นใช้เวลาในการเจริญเติบโตจากระยะไข่จนเป็นตัวเต็มวัย ประมาณ 19 – 30 วัน ขึ้นกับอุณหภูมิและความชื้น ตัวเต็มวัยมีอายุขัยประมาณ 1 – 2 เดือน และสามารถผสมพันธุ์กันได้หลายครั้ง ไรฝุ่นตัวเมียวางไข่ 1 – 3 ใบต่อวัน เฉลี่ยแล้วไรฝุ่นหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 40 – 80 ฟอง

จากการสำรวจในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2530 – 2534 พบว่าไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides Pteronyssinus และ Dermatophagoides Farinae แพร่กระจายตามบ้านเรือนมากที่สุด (98% ของบ้านที่สำรวจทั้งหมด) โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร สามารถพบไรฝุ่นได้ในปริมาณตั้งแต่ 100 – 10,000 ตัว ในฝุ่น 1 กรัม นอกจากนั้นแล้วยังพบว่า 90% ของที่อยู่อาศัยมีสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นในระดับที่สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะของโรคภูมิแพ้ได้ จากรายงานการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีภาวะของภูมิไวเกินต่อไรฝุ่นบางรายไม่แสดงอาการของโรคภูมิแพ้เลย แม้ว่าจะอาศัยอยู่ในที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่น

1.2                    ไรฝุ่นก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้อย่างไร?

โรคภูมิแพ้ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” หรือ “allergen” อาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) หืดภูมิแพ้ (atopic asthma) และผื่นแพ้ผิวหนัง (atopic dermatits1s) อย่างไรก็ดีการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่เกิดขึ้นเฉพาะกับบุคคลที่มีภูมิไวเกิน (hypersensitivity) ต่อสารก่อภูมิแพ้เท่านั้น จากการศึกษาในกลุ่มประชากรเด็กไทยพบว่า ประมาณร้อยละ 30 ของประชากรเด็กที่ทำการสำรวจมีภาวะของโรคภูมิแพ้ นอกจากปัจจัยด้านพันธุกรรมแล้วสันนิษฐานว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ชักนำให้เป็นโรคภูมิแพ้ได้ ผลจากการศึกษาวิจัยในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยพบว่า ประมาณ 70 – 80% ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ แสดงการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมากกว่าสารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่นๆ

 

วิธีการตรวจระดับของสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ได้แก่ วิธี Enzyme-Linked Immunosorbent Assay (ELISA) แต่ค่าน้ำยาที่ตรวจมีราคาสูงมาก และต้องสั่งจากต่างประเทศ

ตารางที่ 1 : สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นชนิดต่างๆ

กลุ่ม

ชนิด

น้ำหนักโมเลกุล

คุณสมบัติทางชีวเคมี

Group 1

Der p 1, Der f 1, Der m 1

25 kDa

Cystein protease

Group 2

Der p 2, Der f 2, Der m 2

Lep d 2, Gly d 2, Tyr p 2

14 kDa

Epididymal protein

Group 3

Der p 3, Der f 3, Blo t 3

~30 kDa

Serine protease

Group 4

Der p 4, Blo t 4

~60 kDa

Alpha amylase

Group 5

Der p 5, Blo t 5, Lep d 5

14 kDa

Unknown

Group 6

Der p 6, Der f 6, Blo t 6

25 kDa

Chymotrypsin

Group 7

Der p 7, Der f 7, Lep d 7

22 – 28 kDa

Unknown

Group 8

Der p 8

26 kDa

Glutathione-s-transferase

Group 9

Der p 9

24 kDa

Collagenase

Group 10

Der p 10, Blo t 10, Lep d 10

36 kDa

Tropomyosin

Group 11

Der p 11, Blo t 11

98 kDa

Paramyosin

Group 12

Blo t 12

14 kDa

Unknown

Group 13

Aca s 13, Blo t 13, Lep d 13

14 kDa

Fatty acid binding protein

Group 14

Der p 14, Der f 14, Eur m 14

177 kDa

Apolipophorin

Group 15

Der p 15

98 kDa

98k Chitinase

Group 16

Der p 16

53 kDa

Gelsolin / Villin

Group 17

Der p 17

53 kDa

Ca binding EF protein

Group 18

Der p 18w

60 kDa

60k Chitinase

Group 19

Blo t 19

7.2 kDa

Anti-microbial peptide homologue

 

ปัจจุบันสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นถูกจำแนกชนิดไว้แล้วจำนวน 19 กลุ่ม (ตารางที่ 1) สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้มีชื่อเรียกต่างๆ กันตามชื่อ genus และ species ของไร เช่น สารก่อภูมิแพ้ชนิด Der p เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides pteronyssinus สารก่อภูมิแพ้ชนิด Der f เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides farinae เป็นต้น ในบรรดาสารก่อภูมิแพ้ที่ถูกค้นพบทั้งหมด สารก่อภูมิแพ้ในกลุ่มที่ 1 (Group 1) และ 2 (Group 2) ถูกจัดให้เป็นสารก่อภูมิแพ้ชนิดหลัก (major allergen) เนื่องจากสามารถทำปฏิกิริยากับสารแอนติบอดีชนิด lgE ในซีรั่มของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ (% lgE binding ในตารางที่ 2) ได้สูง (95-100%) สารก่อภูมิแพ้กลุ่มที่ 1 พบมากในมูลของไรฝุ่น ขณะที่สารก่อภูมิแพ้กลุ่มที่ 2 (Group 2) พบในปริมาณสูงในตัวไร จากรายงานการศึกษาในหลายๆ ประเทศ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการของโรคภูมิแพ้เกิดขึ้น มักจะอาศัยอยู่ในที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นกลุ่มที่ 1 สูงกว่า 2 ไมโครกรัมต่อกรัมของฝุ่น นอกจากนั้น การอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีระดับของสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นกลุ่มที่ 1 สูงกว่า 10 ไมโครกรัมต่อกรัมของฝุ่นตั้งแต่วัยเด็ก สามารถก่อให้เกิดอาการของหืดภูมิแพ้ได้เมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งต่อมาได้มีการตกลงในที่ประชุมนานาชาติ ว่าระดับของสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายมนุษย์เกิดภาวะภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ คือ ที่ระดับ 2 ไมโครกรัมของสารก่อภูมิแพ้กลุ่มที่ 1 (ประมาณ 100 ตัวไรฝุ่น) ต่อฝุ่น 1 กรัม และระดับของสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหืด ภูมิแพ้เกิดอาการหมดได้อย่างเฉียบพลัน คือ ที่ระดับ 10 ไมโครกรัมของสารก่อภูมิแพ้กลุ่มที่ 1 (ประมาณ 500 ตัวไรฝุ่น) ต่อฝุ่น 1 กรัม ดังนั้น ในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยนั้น ควรต้องให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้โดยการลด ปริมาณของสารก่อภูมิแพ้นั้นในที่อยู่อาศัยให้มีระดับต่ำกว่า 2 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัม หรือลดลงมากกว่า 10 เท่าของระดับสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่เดิม

การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้องของการเกิดโรคภูมีแพ้ จะช่วยให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพ นอกจากการซักประวัติของผู้ป่วยแล้วยังต้องมีการตรวจสอบหาปฏิกิริยาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น skin prick test ซึ่งเป็นการทดสอบปฏิกิริยาแพ้ที่ผิวหนังต่อสารก่อภูมิแพ้หลายๆ ชนิด ซึ่งให้ผลรวดเร็วและค่าใช้จ่ายไม่สูง การตรวจวัดระดับ specific lgE ต่อไรฝุ่น เป็นวิธีการตรวจที่เฉพาะมากที่สุดแต่ชุดน้ำยามีราคาค่อนข้างแพง นอกจากนั้นการตรวจวัดระดับของสารก่อภูมิแพ้ในที่อยู่อาศัยของผู้ป่วยจะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยสาเหตุของโรคได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

 

2.              วิธีการควบคมไรฝุ่น

2.1                   การควบคุมโดยการใช้สารเคมี

2.1.1                   ใช้วัตถุอันตรายชนิด benzyl benzoate ในรูปผง

2.1.2                   ใช้วิธีรม (fumigation) ด้วยก๊าซ methyl bomide เพื่อกำจัดไรฝุ่นร่วมกับการใช้สาร Denaturant เช่น tannic acid หรือเครื่องดูดฝุ่นเพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้

2.2                   การควบคุมโดยวิธีกายภาพ

2.2.1                   การทำความสะอาดพื้น ที่นอน กำจัดฝุ่นในห้องและเครื่องนุ่งห่ม

2.2.2                   การเลือกใช้ผ้าม่านบังแสง ผ้าปูที่นอน พื้นห้อง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์

 

3.              การจัดการไรฝุ่น

การลดความเสี่ยงในการได้รับสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น จะช่วยลดการเกิดอาการโรคภูมิแพ้ในผู้ป่วยได้ดี การจัดการกบสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะห้องนอนซึ่งเป็นที่ที่พบไรฝุ่นได้มากเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด ดังที่ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านแนะนำให้เอาที่นอนหมอนมุ้งออกตากแดด เปิดห้องนอนให้แดดส่องถึง ให้อากาศถ่ายเท ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของไรฝุ่นและเชื้อโรคต่างๆ นั่นคือ อุณหภูมิและความชื้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าที่อุณหภูมิสูงกว่า 55 องศาเซลเซียส หรือที่ความชื้นน้อยกว่า 50% ไรฝุ่นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อจัดการกับสภาพอากาศภายในห้องแล้ว การทำความสะอาดเครื่องนอนให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำร้อนก็จะช่วยกำจัดไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไปด้วยอีกทางหนึ่ง การนำเครื่องบินมาตากแดดจัดๆ พลิกไปมาพร้อมกับใช้ไม้ตบฝุ่นที่สะสมหลดออกไป เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ได้ แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรให้ผู้ที่แพ้ต่อไรฝุ่นอยู่ในบริเวณนั้นเพราะจะเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นเพราะสูดเอาสารที่ก่อภูมิแพ้เข้าไป แม้แต่ผู้ที่ทำความสะอาดไม่ว่าจะใช้ไม้ตบ กวาดฝุ่นหรือดูดฝุ่นก็ควรใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกด้วย การเลือกใช้เครื่องเรือนก็เป็นวิธีการหนึ่งในการลดปัญหาเกี่ยวกับไรฝุ่น เช่น การปูพื้นด้วยไม้ลิ้นหรือกระเบื้อง การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ผิวเรียบมันแทนเฟอร์นิเจอร์บุนวม เป็นต้น การใช้พรมแบบผืนจะสะดวกต่อการนำไปทำความสะอาดได้ดีกว่าพรมแบบปูเต็มห้อง จึงไม่เป็นที่สะสมของไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดอีกด้วย การใช้ผ้าชนิดพิเศษสำหรับกันไรฝุ่น เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่แพทย์แนะนำให้1 ผู้ป่วยใช้ หลักการของผ้าชนิดนี้ก็คือเป็นผ้าที่ทำขึ้นเป็นพิเศษโดยมีรูขนาดเล็กมาก จนไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไม่สามารถผ่านทะลุไปได้ คล้ายกบผ้าพลาสติกแต่ผ้าชนิดพิเศษนี้ยอมให้อากาศถ่ายเทได้ จึงทำให้นอนได้สบายผ้าชนิดนี้สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในที่นอน ผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการป่วยแต่ไม่ได้หมายความว่าไรฝุ่นหรือสารก่อภูมิแพ้ของมันจะหมดไป เพราะมันยังสะสมอยู่ภายในผ้าหุ้มนั้นเอง ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังไม่ให้ผ้าขาดจึงจะมีประสิทธิภาพดี อย่างไรก็ตามการใช้ผ้ากันไรฝุ่นเพียงอย่างเดียวใช่ว่าสามารถรักษาอาการโรคภูมิแพ้ในผู้ป่วยให้หายขาดได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ออกมาจำหน่ายหลายยี่ห้อ ดังนั้นควรตรวจสอบการรับรองประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้เสียก่อนการใช้เครื่องฟอกอากาศชนิดที่ใช้ไส้กรองแบบ HEPA filter สามารถขจัดฝุ่นละอองต่างๆ รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นได้ดี ช่วยได้ในระดับหนึ่ง คือ ช่วยลดโอกาสที่จะได้รับสารก่อภูมิแพ้ที่ฟุ้งอยู่ในอากาศน้อยลง แต่ไรฝุ่นและภูมิแพ้ที่อยู่ในที่นอน หมอน และผ้าห่ม ยังคงมีอยู่และสามารถสูดดมเข้าไปได้เมื่อล้มตัวลงนอน

วิธีการกำจัดไรฝุ่นให้หมดไปด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งนั้นเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการป้องกันและกำจัดไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น จะต้องอาศัยหลากหลายวิธีการเข้ามาผสมผสานกันโดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาของไรฝุ่นด้วย สามารถสรุปวิธีการต่างๆ ดังนี้

3.1                  เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และให้รักด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ถ้าเป็นวัสดุที่ไม่ทนความร้อน อาจใช้วิธีแช่ใน freezer ก่อนนำมาซักด้วยน้ำอุ่น

3.2                  ย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่เก็บสะสมฝุ่นได้ออกจากห้องนอนหรือออกจากบ้าน

3.3                  ดูดฝุ่นตามที่นอนหมอบและใต้เพียงอยู่เสมอไม่ให้ฝุ่นสะสม

3.4                  ปรับความชื้นภายในห้องให้ต่ำกว่า 40 0/0 เพื่อไม่ให้ไรฝุ่นเจริญเติบโตได้

3.5                  หุ้มที่นอนและเครื่องนอนด้วยผลิตภัณฑ์ผ้าป้องกันไรฝุ่น

3.6                  หลีกเลี่ยงผ้าห่มที่ทอด้วยผ้าฝ้ายหรือขนสัตว์ เพราะจะเป็นที่หลบซ่อนขิงไรฝุ่นได้ดี

3.7                  ใช้ผ้าม่านบังแสงที่ทำด้วยวัสดุผิวเรียบหรือใช้ผ้าม่านที่สามารถถอดซักได้ง่าย

3.8                  ควรใช้พื้นไม้ กระเบื้องหรือวัสดุปูพื้นเรียบที่ไม่มีร่องเก็บฝุ่น หากจำเป็นต้องใช้พรม ควรเลือกพรมผืนเล็กที่สามารถนำออกไปทำความสะอาดได้ง่าย

3.9                  หลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่บรรจุนุ่นหรือใยสังเคราะห์

3.10           สำหรับวัตถุอันตรายที่ใช้ในการกำจัดไรฝุ่นโดยเฉพาะ มีสารออกฤทธิ์ชนิด benzyl benxoate ในรูปผง ใช้โรยบนพรมหรือที่นอนแต่ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย นอกจากนั้นการใช้วิธีรม (fumigation) ด้วยก๊าซ (methyl bromide) เพื่อกำจัดไรฝุ่นและแมลงทุกชนิดที่อยู่ในที่นอนก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่วิธีนี้ควรต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญเท่านั้น (สารดังกล่าวนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายังไม่ได้รับขึ้นทะเบียน) อย่างไรก็ดีแม้ว่าไรฝุ่นจะถูกกำจัดด้วยวิธีการรมก๊าซแล้วแต่สารก่อภูมิแพ้ของมันอยู่ในฝุ่นก็ไม่ถูกลดปริมาณลงด้วย ดังนั้นจึงต้องทำการลดปริมาณของสารนี้ไปพร้อมๆ กันด้วยเครื่องดูดฝุ่นหรือการใช้สาร denaturant เช่น tannic acid เป็นต้น

 

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

1.                   ณัฐ มาลัยนวล. ภัยเงียบที่มากับเจ้าตัวไรฝุ่นบ้าน. วารสาร Good Life ปีที่ 4 ฉบับที่ 37 ประจำเดือนมกราคม 2538.

2.                   ณัฐ มาลัยนวล. ไรฝุ่น : ตัวการผลิตสารก่อภูมิแพ้ในบ้านเรือน.จุลสารจุลชีวฯ ปรสิตอิมมิวโนสัมพันธ์ 2538; 8 (3) : 3 - 9.

3.                   มนตรี ตู้จินดา. การทดสอบทางผิวหนังเกี่ยวกับการหาสาเหตุการแพ้ในนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. แพทย์สภาสาร 2519,1 5: 248 - 60.

4.                   Arlian LG. Biology and ecology of house dust mites, Dermatophagoides spp. and Euroglyphus spp. ImmunoI Allergy Clin N Amer 1989; 9: 339-56.

5.                   Choovivathanavanich P, Oshima s' Miyamoto T, Kanthavichitra N, Suwanprateep P. Mite sensitivity study on Dermatophagoides farinae and house-dust allergy in Thai subjects. J Thai Med Assoc 1971; 54: 826 - 35.

6.                   Coloff MJ, Ayres J, CarswelI F, Howarth PH, Merrett TG, MitchelI EB, Walshaw MJ, Warner JO, Warner JA, Woodcock AA. The control of allergens of dust mites and domestic pets: a positive paper. Clin Exp Allergy 1992; 22 : 1 - 28.

7.                   Coloff MJ. Effects of temperature and relative humidity on development times and mortality of eggs from laboratory and wild populations of the European house-dust mites Dermatophagoides pteronyssinus (Acari : pyroglyphidae). Exp Appl Acarol 1987; 3 : 279 - 89

8.                   Huss RW, Huss K, Squire EN, Carpenter GB, Smith LJ, Salata K, Hershey J. Mite allergen control with acaricide fails. J Allergy Clin Immunol 1994; 94 : 27 - 32.

9.                   Lau s' Falkenhorst G, Weber A, Werthman l, Lind P, Buettner-Goetz P, Wahn U. High mite-allergen exposure increases the risk of sensitization in atopic children and young adults. J Allergy Clin Immunol 1989; 84 : 718 - 25.

10.            MalainuaI N, Vichyanond P, Phan-Urai P. House dust mite fauna in Thailand. Clin Exp Allergy 1995; 25: 554 - 60.

11.            Peat JK, Britton WJ, Salome CM, Woolcock AJ. Bronchial hyperresponsiveness in two populations of Australian school-children. III. Effect of exposure to environmental allergens. Clin Allergy 1987, 17: 297-300.

12.            Platts-Mills TAE, Thomas WR, Aalberse RC, Vervloet D, Chapman MD. Dust mite allergens and asthma: Report of a second international workshop. J Allergy Clin Immunol 1992; 89: 1046 - 60.

13.            Spieksma FThM. Domestic mites: their role in respiratory allergy. Review. Clin Exp Allergy 1991; 21 : 655 - 60.

14.            Sporik R, Holgate ST, Platts-Mills TAE, Cogswell J. Exposure to house dust mite allergen (Der p 1) and the development of asthma in childhood: a prospective study. N Eng J Med 1990; 323 : 502 - 7.

15.            Teeratakulpisarn J, Pairojkul S, Heng S. Survey of the prevalence of asthma, allergic rhinitis and eczema in schoolchildren from Khon Kaen, Northeast Thailand. An ISAAC study. International Study of Asthma and Allergies in childhood. Asian Pac J Allergy Immunol 2000; 18: 187 - 94.

16.            Terreehorst I, Hak E, Oosting AJ, Tempels-Pavlica Z, de Monchy JG, BruijnzeeI Koomen CA, et al. Evaluation of impermeable covers for bedding in patients with allergic rhinitis. N Engl J Med 2003; 349 : 237 – 46.

17.            Tovey ER, Chapman MD, Platts-Mills TAE. Mite fasces are a major source of house dust allergens. Nature 1981; 289(5798): 592 - 3.

18.            Trakultivakorn M. Prevalence of asthma, rhinitis and eczema in Northern Thai children from Chiang Mai (International study of Asthma and Allergies in Childhood, lSAAC) Asian Pac J Allergy Immunol 1999; 17 : 243 - 8.

19.            Tuchinda M, Habanananda S, VareenniI J. Asthma in Thai children: a study of 2000 cases. Ann Allergy 1987; 59: 207 - 11.

20.            Vichyanond P, MalainuaI N, Chapman MD. House-dust mites and the allergic Thai patients [Abstract]. J Allergy Clin Immunol 1994; 93: 225.

21.            Vichyanond P, Sunthornchart S, Singhirannusorn V, Ruangrat S, Kaewsomboon S, Visitsunthorn N. Prevalence of asthma, allergic rhinitis and eczema among university students in Bangkok. Respir Med 2002; 96:34 - 8.

22.            Vichyanond p1 Mite allergy in the Asia - pacific region. Progress in Allergy Clin Immunol 1995; 3 : 323 - 9.

23.            Voorhorst R, Spieksma FThM, Varekamp H, Leupen MJ, Lyklema AW. The house dust mite (Dermatophagoides pteronyssinus) and the allergens it produces: identity with the house dust allergen. J Allergy 1967; 39: 325 – 9.

24.            Wharton GW. House dust mites; review articles. J Med Entomology 1976; 12 : 577 - 62l Wongsathauythong S, Laksana P. House-dust mite survey in Bangkok. J Med Ass Thailand 1972; 55: 272 - 86.

25.            Wongsathauythong S. House mites and allergic bronchial asthma. J Med Ass Thailand 1971; 54 : 411 - 3.

26.            Woodcock A, Forster L, Matthews E, Martin J, Letley L, Vickers M, et al. Control of exposure to mite allergen and allergen-impermeable bed covers for adults with asthma. N Engl J Med 2003; 349 : 225 – 36.

ขึ้นบนสุด