ยุง แมลงวัน ปลวก มด แมลงสาบ ไรฝุ่น หนู
วัตถุอันตราย อุปกรณ์ หลักการ ฉลาก หน้าที่ กฎหมาย ภาคผนวก 1
ภาคผนวก 2 ภาคผนวก 3 ภาคผนวก 4 ภาคผนวก 5 ภาคผนวก 6 ภาคผนวก 7 ภาคผนวก 8

หลักสูตร

การอบรมผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายเพื่อใช้รับจ้าง

 

1.4  มด (Ants)

มดเป็นแมลงชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ทั่วไปตั้งแต่เขตร้อน (tropics) จนถึงบริเวณใกล้เขตขั้วโลก (subarctic) สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ดีทั้งในสภาพแวดล้อมทั่วไป ในพื้นที่เกษตรกรรมและบริเวณที่อยู่อาศัย จนมีคำกล่าวว่า มดครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของพื้นดิน ประมาณว่าทั่วโลกพบมดจำแนกชนิดแล้ว 15,000 ชนิด ส่วนในประเทศไทย คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายงานว่าพบมดแล้วทั้งหมด 9 วงศ์ย่อย 86 สกุล 512 ชนิด โดยมดจัดเป็นแมลงสังคมชนิดหนึ่งที่มีพฤติกรรมความเป็นอยู่แตกต่างจากแมลงอื่นๆ โดยทั่วไปแมลงสังคมมีอยู่ 2 อันดับคือ Hymenoptera ได้แก่ ผึ้ง ต่อ แตนและมด และอันดับ isopteran ได้แก่ ปลวก

มดเป็นแมลงสังคมที่อยู่ในวงศ์ Formicidae จัดเป็นแมลงสังคมแท่จรองที่ขนาดรังมีจำนวนประชากรมาก การสร้างรังทำอย่างประณีต มีการติดต่อสื่อสารและการแบ่งชั้นวรรณะแยกออกจากกันให้เห็นชัดเจนทั้งรูปร่าง ลักษณะและหน้าที่ มดมีบทบาทต่อคนในหลายลักษณะทั้งที่เป็นแมลงทำลายศัตรูพืชผลทางการเกษตร ในแปลงปลูกและในโรงเก็บ เข้ามาก่อความรำคาญและก่อความเสียหายในบ้านเรือน โดยมีส่วนแบ่งในอาหารและที่อยู่อาศัยกับคน มดบางชนิดสามารถกักหรือต่อยด้วยเหล็กใน ทำให้เกิดคามเจ็บปวด เกิดอาการแพ้หรือเกิดแผลการติดเชื้อซ้ำ จากสาเหตุนี้ มดจึงจัดเป็นแมลงศัตรูและมีความสำคัญทางการแพทย์

 

ลักษณะที่สำคัญ

มดมีลักษณะเหมือนกับแมงกลุ่มอื่นๆ คือสามารถแบ่งลำตัวออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนอกและส่วนท้อง แต่ละส่วนจะมีอวัยวะหรือลักษณะที่สำคัญต่างๆ ปรากฏอยู่ ลักษณะหนวดหักแบบข้อศอก (geniculate) แบ่งออกเป็นส่วน scape และ funicle ในเพศเมียจำนวนปล้องหนวดจะมี 4 – 12 ปล้อง ส่วนเพศผู้มี 9 – 12 ปล้อง ปากเป็นแบบกัดกิน มีฟันเรียกว้า mandible ท้องปล้องที่ 1 จะรวมกับอกปล้องที่ 3 เรียกว่า propodeum ท้องปล้องที่ 2 หรือ 3 มีลักษณะเป็นก้านเรียกว่า abdomen pedicel ซึ่งอาจมีปุ่มหรือไม่มีก็ได้ ส่วนท้องปล้องที่เหลือรวมเรียกว่า gaster 1 คู่ (compound eyes) บางชนิดมีตาเดี่ยว (ocelli) โดยทั่วไปจะมี 3 ตาอยู่เหนือระหว่างตารวม ตาเดี่ยวจะไม่ได้ทำหน้าที่ในการรับภาพ

 
ความสำคัญทางการแพทย์

มีมดมากมายหลายชนิดที่มีความสำพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ในแง่ที่เป็นโทษนั้นมดจะเข้ามามีส่วนแบ่งในอาหารและที่อยู่อาศัย ทำให้ตองเสียเงินเป็นจำนวนมากทุกปีในการป้องกันกำจัด นอกจากนั้นยังทำอันตรายกับมนุษย์โดยการกัดหรือต่อย พร้อมทังปล่อยน้ำพิษลงไปในรอยแผลที่กัดหรือต่อยนั้นทำให้รู้สึกเจ็บปวด มดเกือบทุกชนิดใช้ปากกัดแต่บางชนิดก็ต่อยด้วยเหล็กในที่อยู่ปลายท้องและมีบางชนิดที่ทำอันตรายมนุษย์ได้ทั้งกัดและต่อยทำให้บริเวณนั้นมีอาการบวม ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นกับอาการแพ้ของแต่ละคนและตำแหน่งของร่างกายที่ถูกกัดต่อย เช่น มดคันไฟ (Solenopsis spp.) จะเริ่มทำร้ายศัตรูด้วยการกัด โดยกระตุ้นให้เหล็กในเริ่มทำงานและต่อยศัตรูด้วย เหล็กในภายหลังการกัดนั้น มดสามารถต่อยด้วยเหล็กในอันเดิมได้หลายครั้งซึ่งจะต่างจากผึ้งที่ต่อยได้เพียงครั้งเดียวและจะทิ้งเหล็กในไว้ในบริเวณที่ถูกต่อย จากการศึกษาน้ำพิษของมดคันไฟพบว่าประกอบด้วยสารสำคัญหลัก 2 ชนิด คือสารอัลคาลอยด์และโปรตีน น้ำพิษจะผลิตออกมาจากต่อมที่อยู่ภายในท้องของมดเชื่อมต่อกับเหล็กในที่เราเห็นยืนออกมาจากปลายท้องมด สารอัลลอยด์จะเป็นพิษกับเซลล์ ทำให้เซลล์นั้นเกิดการตาย จากนั้นจะมีเมล็ดขาวมาล้อม รอบเซลล์ที่ตายตามกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้บริเวณที่ถูกต่อยเกิดเป็นตุ่มหนอง และถ้าผิวหนังบริเวณนั้นแตกออกอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำของแบคทีเรีย (Secondary infection) ทำให้เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ส่วนโปรตีนนั้นจะไม่ค่อยมีผลมากนักยกเว้นผู้ที่มีอาการแพ้ อาจทำให้มีอาการอย่างน้อยๆ จนถึงเกิดการช็อค (anaphylactic shock) ในรายแพ้มากๆ นอกจากนั้นมดยังมีความสามารถเป็นตัวพาเชื้อโรคติดมาตามขาและหนวด เมื่อมดพวกนี้ขึ้นมากินอาหารของคนจะทำให้มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในอาหาร (mechanical transmission)

 

การเกิดตุ่มพองจากการต่อยของมดคันไฟ

 

การติดเชื้อซ้ำหลังการถูกต่อย

 

(ที่มา : http://www.fireant.tamu.edu/materials/ggraphics/photo/txt.html)

 

1.      ชีววิทยาและนิเวศวิทยา

1.1        วงจรชีวิต

มดเป็นแมลงที่มีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) ในวงจรชีวิตประกอบด้วย ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย (ดังรูปภาพ)

 

เนื่องจากมดเป็นแมลงสังคม สมาชิกที่อยู่ในรังจะมีการแบ่งชั้นวรรณะแยกออกจากกันให้เห็นชัดเจน ประกอบด้วย

มดแม่รังหรือมดราชินี มีขนาดใหญ่กว่ามดตัวอื่นที่อยู่ในรัง มีปีก อกหนา ท้องใหญ่ และมักมีตาเดี่ยว สามารถสืบพันธุ์ได้ ทำหน้าที่ในการสร้างรังและวางไข่ ตลอดจนควบคุมกิจกรรม ต่างๆ ภายในรัง

มดเพศผู้ โดยทั่วไปจะมีปีก ส่วนอกหนาแต่ไม่เท่าของมดแม่รัง มีหน้าที่ผสมพันธุ์ พบเป็นจำนวนน้อยกว่ามดงานในแต่ละรัง

มดงาน เป็นมดเพศเสียที่เป็นหมัน ไม่มีปีก ไม่มีตาเดี่ยว เป็นมดที่ออกหาอาหารและพบอยู่เสมอภายนอกรัง นอกจากหาอาหารแล้ว มดงานยังมีหน้าที่ในการสร้างรัง รักษารัง ดูแลตัวอ่อนและราชินีและป้องกันรังด้วย มดงานบางชนิดสามารถแบ่งออกเป็น มดงานที่มีรูปร่างแบบเดียว (monomorphic form) มดงานที่มีรูปร่าง 2 รูปแบบ (dimorphic form ; major worker; minor worker) และมดงานที่มีรูปร่างหลายแบบ่ (polymorphic form)

 

1.2        นิเวศวิทยา

พฤติกรรม

มดเป็นแหล่งที่มีวิวัฒนาการสูง มีกำเนิดมาช้านาน เมื่อศึกษาจากฟอสซิล นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามดมีกำเนิดเมื่อ 50 ล้านปีมาแล้วหมดมีมากมายหลายชนิดแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตต่างๆ ยกเว้นแถบขั้วโลก มดมีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายๆ ด้าน ได้แก่

1.2.1        พฤติกรรมการผสมพันธุ์และสร้างรัง

เมื่อประชากรภายในรัฐมีความหนาแน่นมาก และต้องการขยายรังสมาชิกในรังที่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์ จะบินออกจากรังเดิมเพื่อจับคู่กับมดจากรังอื่นโดยมดงานจะขุดรูให้เป็นทางออกของแม่รังตัวใหม่หมดที่มีวิวัฒนาการสูงจะจับคู่และผสมพันธุ์บนที่สูง เช่น บนต้นไม้ ส่วนมดที่มีวิวัฒนาการต่ำจะผสมพันธุ์บนพื้นดิน หลังจากนั้นมดแม่รังหรือมดราชินีจะหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างรังซึ่งจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของมด แล้วเริ่มต้นสร้างรังใหม่ เมื่อพบพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วมดแม่รังจะสลัดปีกออกและวางไข่ การวางไข่ครั้งแรกจะวางเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยมดร่นแรกจะเป็นมดงาน มดแม่รังจะทำหน้าที่หาอาหารมาเลี้ยงดูตัวอ่อนชุดแรกเองโดยการให้กินไข่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ จนมดงานรุ่นแรกนี้เจริญเติบโตเป็นมดงานที่ทำหน้าที่ออกหาอาหาร เมื่อมีมดงานตัวเต็มวัยมากขึ้น มดราชินีจะทำหน้าที่วางไข่และควบคุมพฤติกรรมภายในรังเพียงอย่างเดียวทั้งนี้ฤดูกาลและสภาพอากาศ ได้แก่ อุณหภูมิและความชื้น มีอิทธิพลต่อการผสมพันธ์ และเมื่อภายในรัฐมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นมดราชินีจะมีการผลิตมดเพศผู้และเพศเสียเพื่อทำหน้าที่ผสมพันธุ์ในรุ่นต่อไป

หน้าที่ของมดภายในรัง

 

1.2.2        พฤติกรรมการหาอาหาร

มดออกหาอาหารได้ทั้งกลางวันและกลางคืน กินอาหารได้หลากหลาย สามารถเป็นได้ทั้งตัวห้ำหรือเป็นพวกกินซาก กินได้ทั้งเมล็ดพืช หรือ ดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว มดงานบางชนิดสามารถเก็บอาหารที่เป็นของเหลวไว้ในกระเพาะจนเต็ม แล้วนำกลับไปแจกจ่ายให้กับสมาขิกตัวอื่นในรังได้ โดยใช้วิธีสำรอกออกมาในเวลาไม่เกิน 20 ชั่วโมง

1.2.3        พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร

มดมีการติดต่อสื่อสารโดยปล่อยสารที่เรียกว่าฟีโรโมน (pheromone) ที่มดตัวอื่นจะรับการติดต่อได้โดยอาศัยหนวดและขาคู่หน้า ฟีโรโมนมีหลายชนิด เช่น

-          ฟีโรโมนนำทาง (trail pheromone) โดยมดจะปล่อยไว้ตามทางที่มันเดินผ่านไปเพื่อให้สมาชิกตามไปยังแหล่งอาหารได้ถูกต้องและเมื่อพบอาหารมากๆ มดจะช่วยกันปล่อยฟีโรโมนทำให้มีมดเป็นจำนวนมากครูมาที่อาหารอย่างรวดเร็ว

-          ฟีโรโมนเตือนภัย (alarm pheromone) พบว่าเมื่อปล่อยออกมาเป็นจำนวนน้อยๆ จะใช้สื่อสารด้านการเตือนภัยแต่ถ้าปล่อยออกมาในปริมาณมากๆ สามารถควบคุมพฤติกรรมบางอย่างได้ด้วย เช่น ให้เข้าโจมตีศัตรู ขดรูและพบว่าสารนี้จะไม่จำเพาะเจาะจงกับชนิดของมดเหมือน กับฟีโรโ มน นำทาง

-          ฟีโรโมนอื่นๆ มดจะปล่อยออกมาในเหตุการณ์ต่างๆ เช่น มดตัวอ่อนสามารถปล่อยฟีโรโมนกระตุ้นให้มดงานป้อนอาหารให้เมื่อมันรู้สึกหิว หรือฟีโรโมนที่แม่รังปล่อยออกมาเพื่อควบคุมกิจกรรมของประชากรภายในรัง

1.2.4        พฤติกรรมการใช้เสียง

มีรายงานว่ามดสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยใช้เสียง เพื่อเป็นการเตือนภัยเรียกสมาชิกให้มาอยู่รวมกันเมื่อพบศัตรูหรือเรียกเพื่อนๆ มาช่วยเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้น

1.3        ชนิดมดที่สำคัญ

มิได้อยู่หลายชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์และควรรู้จัก ได้แก่

1.3.1        มดคันไฟ (Solenopsis geminata)

ลักษณะสำคัญ มีสีเหลืองแดง มีขนที่หัวและตัว หน่วยมี 1 0 ปล้อง อกแคบ pronotum กลมpro-mesonotal suture เห็นชัดเจน pedicel มี 2 ปุ่ม ท้องรูปไข่มีลายขวางสีน้ำตาล มีเหล็กใน ลำตัวมีความยาว 7.8 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา ทำรังอยู่ใต้ดินที่ร่วนซุยโดยดินทรายรังหนึ่งๆ มีรูทางเข้าออกเล็กๆ บนพื้นดินได้หลายรู กินแมลงและซากสัตว์เลกๆ เป็นอาหาร

ความสำคัญทางการแพทย์ ใช้เหล็กในต่อย ผู้ถูกย่อยจะรู้สึกเจ็บแสบคล้ายถูกไฟลวกจึงเรียกมดคันไฟหลังจากถูกย่อยจะมีอาการบวมแดงขยายกว้างขึ้นและจดที่ถูกต้องจะใสคล้ายถูกไฟลวกและจะมีอาการคันมากเมื่อเกาผิวหนังจะบวมแดงแผ่กว้างขึ้น

1.3.2        มดละเอียด (Monomorium indicum)

ลักษณะสำคัญ มีสีแดงสนิมปนสีน้ำตาลเข้ม ส่วนท้องใส หน่วยมี 12 ปล้อง อกยาวแคบเห็น meso-metanotal suture ชัดเจน pedicel มี 2 ปุ่มรูปไข่ความยาว 2.5 - 3.5 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา ทำรังในดิน พบตามบ้านที่อยู่อาศัย ชอบกินของหวานเมื่อมากินอาหารแล้วจะปล่อยสิ่งขับถ่ายทำให้อาหารมีรสชาติเปลี่ยนไป เคลื่อนไหวรวดเร็ว มักเห็นเดินบนกำแพงหรือฝาห้องมากกว่าบนพื้น

ความสำคัญทางการแพทย์ เมื่อถูกรบกวนจะป้องกันตัวโดยการกัด ผู้ถูกกัดจะรู้สึกเจ็บและคันเพียงเล็กน้อย

1.3.3        มดละเอียด (Monomorium pharaonis)

ลักษณะสำคัญ มีสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลอ่อนหรือสีแดงสว่างใส ท้องมีสีเข้มเกือบดำหนวดมี 12 ปล้องโดย 3 ปล้องสุดท้ายใหญ่เป็นรูปกระบอง ตาเล็ก อกยาวแคบเห็น meso-metanotalsuture ชัดเจน pedicel มี 2 ปุ่มรูปไข่ มีขนปกคลุมทั่วร่างกาย ความยาว 1.5 - 2 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา ชอบทำรังอยู่ใกล้แหล่งอาหาร เช่น ช่องว่างตามกำแพงบ้านรังมีขนาดต่างๆ กันตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงมีประชากรเป็นพันๆตัว และสามารถแตกเป็นรังย่อย (daughter colony) จากรังใหญ่ (mother colony) ได้ โดยจะกระจายไปตามบ้านที่อยู่อาศัย ทำให้ควบคุมได้ยาก

ความสำคัญทางการแพทย์ มีเหล็กในแต่ไม่ปรากฏให้เห็น เมื่อถูกรบกวนจะป้องกันตัวโดยการกัด ผู้ถูกกัดจะรู้สึกเจ็บและคันเพียงเล็กน้อย

1.3.4        มดละเอียดหรือมดเหม็น (Tapinoma melanocephalum)

ลักษณะสำคัญ หัวและอกสีดำ ท้องสีน้ำตาลอ่อน ปล้องหนวดมี scape และ funicle ยาว ตารวมอยู่ด้านหน้า ปล้อง pedecel มีปุ่ม 1 ปุ่ม ลักษณะแบน ปล้องท้องส่วน gaster ยื่นไปคลุมบน pedicel

ลักษณะทางชีววิทยา ทำรังบนดินร่วนบริเวณโคนต้นไม้ เช่น ต้นไผ่ ชอบซ่อนตัวตามกาบใบที่มีความชื้นสูง

ความสำคัญทางการแพทย์ เมื่อเข้ามาหาอาหารในบ้านเรือนจะขับถ่ายมูล ทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหารและมีกลิ่นเหม็น ทำอันตรายคนโดยการกัด ผู้ถูกกัดจะรู้สึกเจ็บคันเพียงเล็กน้อย

1.3.5        มดดำ (Paratrechina longicornis)

ลักษณะสำคัญ มีสีน้ำตาลเข้มบางส่วนสีดำขนสีน้ำตาลเหลืองปกคลุมอยู่ทั่วไป หนวดมี 12 ปล้องลักษณะยาวเห็นได้ชัด อกแต่ละปล้องมีเส้นแบ่งชัดเจน ขายาวมาก pedicel มี 1 ปุ่ม เป็นรูปไข่นั้นเล็กน้อย ท้องรูปไข่ความยาว 2.3 - 3 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา พบเห็นทั่วไปทั้งในที่อยู่อาศัยและภายนอกบ้าน มดงานออกหากินไกลออกไปจากรัง ดังนั้นจึงยากที่จะควบคุมมดชนิดนี้ทั้งรัง เป็นมดที่เคลื่อนที่ได้เร็วมากโดยไม่ติดตามฟีโรโมนของมดตัวอื่นๆ พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำรังตามรอยแตกของต้นไม้ หรือในดินใต้วัสดุต่างๆ ชอบกินน้ำหวาน บางครั้งอาจพบเห็นมดชนิดนี้ขนย้ายไข่ มดชนิดนี้จะไม่ทำอันตรายคนแม้ถูกรบกวน

ความสำคัญทางการแพทย์ เป็นมดที่ทำให้เกิดความรำคาญมากกว่าอันตราย

1.3.6        มดง่าม (pheido1ogeton diversus)

ลักษณะสำคัญ มีสีน้ำตาลเข้ม กรามใหญ่ หน่วยมี 11 ปล้อง pronotum และmesonotum นูน metanotum เว้าลง มี metanotal spine, pedicel มี 2 ปุ่ม ส่วนท้องกว้างรูปไข่ความยาว 4.5 - 13 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา ทำรังในดินร่วนมองผิวดินจะเห็นเป็นเพียงรูเปิดเล็กๆ และมีดินร่วนกองอยู่รอบๆ ของขอบรูเข้าออก ชอบทำรังในที่ร่มชื้น กินแมลงและเนื้อสัตว์เป็นอาหาร

ความสำคัญทางการแพทย์ ทำอันตรายต่อคนโดยการกัดอาการจะคล้ายคลึงกับอาการของคนที่ถูกมดคันไฟต่อยมาก

1.3.7        มดแดง (oecophylla smaragdina)

ลักษณะสำคัญ มีสีแดงสนิม หัวและส่วนอกมีขนสั้นๆ สีขาว หน่วยมี 12 ปล้องอกยาว pronotum โค้ง mesonotum คอดคล้ายอาน metanotum กลม ขาเรียวยาว pedicel มี 1 ปุ่มท้องสั้น ความยาว 7 - 11 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา ทำรังบนต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นมะม่วง ชมพู่ โดยใช้ใบเหล่านี้ประกอบเป็นรังโดยตัวอ่อนจะปล่อยสารเหนียวออกมาเชื่อมใบไม้ให้ประกอบกัน เมื่อพบเหยื่อจะทำร้ายเหยื่อโดยการวัดและฉีดสารพิษออกทางปลายท้อง เมื่อเหยื่อได้รับบาดเจ็บจะช่วยกันลากกลับรัง

ความสำคัญทางการแพทย์ เมื่อถูกรบกวนจะทำอันตรายคนโดยการวัดผู้ถูกกัด จะรู้สึกเจ็บปวดมาก ต่อมาจะเกิดอาการบวมคัน

1.3.8        มดตะนอย (Tetraponera rufonigra)

ลักษณะสำคัญ มีสีดำปนน้ำตาลเหลือง มีขนกระจายบางๆ ไม่เป็นระเบียบ หนวด 12 ปล้อง อกยาว pronotum กว้าง mesonotum เล็กแบน รูปไข่ metanotum รูปไข่นูน pedicel มี 2 ปุ่ม ท้องรูปไข่เล็กปลายแหลมโค้ง มีเหล็กในที่ปลาย ยาว 10.5 - 13 มิลลิเมตร

ลักษณะทางชีววิทยา ทำรังอยู่ในต้นไม้ใหญ่ที่ตายแล้ว เช่น ต้นก้ามปู ทำให้ต้นไม้เป็นโพรงอยู่ภายใน หากินบนต้นไม้และพื้นดินใกล้เคียง เป็นพวกกินเนื้อเป็นอาหาร

ความสำคัญทางการแพทย์ จะต่อยโดยใช้เหล็กใน ผู้ถูกย่อยจะปวดคล้ายถูกผึ้งต่อย เหล็กในจะทำให้เกิดความเจ็บปวดและอาการบวม ต่อมาจะคันมาก

 

2.      วิธีการควบคุมมด

ถ้าให้ได้ผลดีเช่นเดียวกับการกำจัดแมลงทั่วไป คือ ต้องทราบชนิด ลักษณะ อุปนิสัย ชีวประวัติและความเป็นอยู่ เพื่อสามารถหาวิธีที่เหมาะสมในการกำจัดมดแต่ละชนิด โดยอาจใช้หลายวิธีร่วมกันก็ได้ วิธีการควบคุมโดยทั่วไป ได้แก่

1.1        การควบคุมโดยใช้สารเคมี

1.1.1        เลือกชนิดที่หาง่ายในบ้านเรือน เช่น น้ำมันหล่อลื่น น้ำส้มสายชู หยอดลงไปตามช่องที่มดเดินเข้า - ออก สามารถฆ่ามดพวกนี้ได้

1.1.2        วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป ส่วนใหญ่เน้นสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ หรือวัตถุอันตรายที่มีฤทธิ์ตกค้างนาน เช่น เฟนโดน่า (fendona) โปรพอกเซอร์ (propoxur) เป็นต้น

 

วัตถุอันตรายที่ใช้ในการกำจัดมด

(ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)