ยุง แมลงวัน ปลวก มด แมลงสาบ ไรฝุ่น หนู
วัตถุอันตราย อุปกรณ์ หลักการ ฉลาก หน้าที่ กฎหมาย ภาคผนวก 1
ภาคผนวก 2 ภาคผนวก 3 ภาคผนวก 4 ภาคผนวก 5 ภาคผนวก 6 ภาคผนวก 7 ภาคผนวก 8

หลักสูตร

การอบรมผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายเพื่อใช้รับจ้าง

 

1.     ความสำคัญของสัตว์ที่เป็นปัญหาในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข

ปัจจุบันมีสัตว์หลายชนิดที่เป็นปัญหาของคนและสัตว์ ทั้งต่อสุขภาพโดยตรงและการเข้าทำลายอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนที่อยู่อาศัยให้ได้รับความเสียหาย สัตว์ที่พบบ่อยๆ จำนวนมากได้แก่ แมลงและหนู เป็นต้น แมลงหลายชนิดเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนละสัตว์ เช่น ยุงนำโรคมาเลเรีย ไข้เลือดออก แมลงวันนำโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เป็นต้น ปลวกระบาดทำลายอาคารบ้านเรือนให้ได้รับความเสียหาย แมลงวัน แมลงสาบละหนู นอกจากทำความรำคาญและนำโรคสู่คนแล้ว ยังทำให้อาหารบูด เน่าเสีย นอกจากนี้ยังมีแมลงหลายชนิดที่เข้ามาในอาคารบ้านเรือนเช่น ต่อ แตน มด ผึ้ง ทำให้คนเกิดอาการกลัวแมลง (Entomophobia) หรือเกิดอาการแพ้หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเมื่อถูกกัดต่อยได้และในปัจจุบันยังพบไรฝุ่นในบ้านเรือนทำให้คนเกิดอาการโรคภูมิแพ้

ปัญหาที่เกิดจากสัตว์ซึ่งอาศัยในอาคารบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุขเหล่านี้ จะพบแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ ความเป็นอยู่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ การสุขาภิบาลที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนพฤติกรรมของคนในชุมชนนั้นๆ การป้องกันและกรจัดการไม่ให้มีสัตว์ที่เป็นปัญหาในชุมชน อาคารบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการดำเนินที่ถูกต้อง เหมาะสมได้รับความร่วมมืออย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลดังกล่าวจึงสมควรมีการให้ความรู้อย่างถูกต้องแก่ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดการสัตว์ดังกล่าวที่พบในอาคารบ้านเรือนและวิธีการที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

 

1.1       ยุง (Mosquitoes)

            แมลงเป็นสัตว์ที่มีปริมาณมากที่สุดในโลก มีทั้งแมลงที่สวยงามมีประโยชน์ เช่น ผีเสื้อ แมลงปอ และแมลงที่เป็นอาหาร เช่น ตั๊กแตน จิ้งหรีด แมลงดานา แต่แมลงที่ทุกคนรู้จักกันดีและเป็นสัตว์ปีกที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง คือยุง

            ในโลกมียุงกว่า 4,000 ชนิด จัดอยู่ในอันดับ Diptera วงศ์ Culicidac ยุงบางชนิดเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนและสัตว์ เช่น ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ยุงลายสวน (Aedes. Albopictus) นำโรคไข้เลือดออก(Dengue haemorrhagic fever) ยุง Culex tritaeniorhynchus นำโรคไข้สมองอักเสบ (Japanese encephalitis) ยุงก้นปล่องนำโรคมาลาเรีย (Malaria) และยุงเสือนำโรคฟิลาเรีย (Filariasis) หรือโรคเท้าช้าง โรคที่กล่าวมานี้เกิดในคน ส่วนในสัตว์นั้นยุงก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เนื่องจากเป็นตัวนำโรคต่างๆ หลายชนิดในสัตว์ เช่น ยุงรำคาญ (Culex quinquefasciatus) นำโรคพยาธิหัวใจสุนัขและโรคมาลาเรียในนก ยุงบางชนิดชอบกัดวัวทำให้น้ำหนักลดผลิตนมได้น้อยลง ยุงนอกจากเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลือดอุ่นแล้วยังเป็นอันตรายต่อสัตว์เลือดเย็นอีกด้วย

 

ตารางที่ 1 โรคที่นำโดยยุงและแมลงปากกัดอื่นๆ ในประเทศไทย

 

พาหะ

โรค

ยุงก้นปล่อง (Anopheles)

มาเลเรีย โรคเท้าช้าง

ยุงรำคาญ (Culex)

ไข้สมองอักเสบ โรคเท้าช้าง

ยุงลาย (Aedes)

เดงกี  ไข้เลือดออก  โรคเท้าช้าง

ยุงเสือ (Mansonia)

โรคเท้าช้าง

ริ้นฝอยทราย (Phlebotomus,Lutzomyia)

Leishmaniasis

ริ้น (Ceratopogonidac)

Mansonellosis

 

1.      ชีววิทยาและนิเวศวิทยา

1.1        วงจรชีวิต

ยุงมีการเจริญแบบสมบูรณ์(Complete metamorphosis หรือ holometabola) หมายถึง การเจริญเติบโตทีมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างในแต่ละระยะแตกต่างกันมาก แบ่งเป็น 4 ระยะ คือระยะไข่(egg) ระยะลูกน้ำ(larva) ระยะตัวโม่ง(pupa) และระยะตัวเต็มวัย(adult) ระหว่างการเจริญเติบโตในแต่ละระยะต้องมีการลอกคราบ(molting) ซึ่งถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่สำคัญ 3 ชนิด คือ brain hormone, ecdysone และ juvenile hormone

ระยะไข่

ไข่ยุงแต่ละชนิดมีขนาดและลักษณะไม่เหมือนกัน จากลักษณะการวางไข่อาจบอกชนิดของกลุ่มยุงได้ ยุงชอบวางไข่บนผิวน้ำหรือบริเวณชื้น เช่น บริเวณขอบภาชนะเหนือระดับน้ำ การวางไข่ของยุงแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

-          วางไข่ใบเดี่ยวๆ บนผิวน้ำ เช่น ยุงก้นปล่อง

-          วางไข่เป็นแพ (raft) บนผิวน้ำ เช่น ยุงรำคาญ

-          วางไข่เดี่ยวๆ ตามขอบเหนือระดับน้ำ เช่น ยุงลาย

-          วางไข่ติดกับใบพืชน้ำเป็นกลุ่ม เช่น ยุงเสือหรือยุงฟิลาเรีย

 

 

ระยะไข่ใช้เวลา 2-3 วัน จึงฟักตัวออกเป็นลูกน้ำ ในยุงบางชนิดไข่สามารถอยู่ในสภาพแห้งได้หลายเดือนจนกระทั่งเป็นปี เมื่อมีน้ำก็จะฟักออกเป็นลูกน้ำ แหล่งวางไข่ของยุงแต่ละชนิดแตกต่างกัน เช่น ยุงลายชอบวางไข่ในภาชนะขังน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนยุงรำคาญชอบวางไข่ในแหล่งน้ำสกปรกต่างๆ น้ำเสียจากท่อระบายน้ำ แต่หากไม่พบสภาพน้ำที่ชอบยุงก็อาจวางไข่ในสภาพน้ำที่ผิดไป นักวิทยาศาสตร์หลายคนรายงานว่าปัจจัยที่ช่วยให้ยุงตัวเมียรู้ว่าควรจะวางไข่ที่ใดก็คือ สารเคมีบางอย่างในน้ำ สารเคมีอาจเป็น diglycerides ซึ่งผลิตโดยลูกน้ำยุงที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้น หรือเป็นกรดไขมัน(fatty acid) จากแบคทีเรีย หรือเป็นสารพวก phenolic compounds จากพืชน้ำ

ระยะลูกน้ำ

ลูกน้ำยุงแต่ละชนิดอาศัยอยู่ในน้ำต่างชนิดกัน เช่น ภาชนะขังน้ำต่างๆ ตามบ่อน้ำ หนอง ลำธาร โพรงไม้หรือกาบใบไม้ที่อุ้มน้ำ เป็นต้น ลูกน้ำยุงส่วนใหญ่ลอยตัวขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ โดยมีท่อสำหรับหายใจ เรียกว่า siphon ยกเว้นยุงก้นปล่องไม่มีท่อหายใจ แต่จะวางตัวขนานกับผิวน้ำ โดยมีขนลักษณะคล้ายใบพัด(palmate hair) ช่วยให้ลอยตัวและหายใจทางรูหายใจ(spiracle) ซึ่งอยู่ด้านข้างอกและลำตัว ส่วนยุงเสือจะใช้ท่อหายใจซึ่งสั้นและปลายแหลมเจาะพืชน้ำและหายใจเอาออกซิเจนผ่านรากของพืชน้ำ อาหารของลูกน้ำยุง ได้แก่ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในน้ำ เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ สาหร่าย ลูกน้ำจะลอกคราบ 4 ครั้ง เมื่อลอกคราบครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวโม่ง การเจริญเติบโตในระยะลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 7-10 ขึ้นอยู่กับชนิดของลูกน้ำ อาหาร อุณหภูมิ และความหนาแน่นของลูกน้ำด้วย

 

ระยะตัวโม่ง

ตัวโม่งรูปร่างผิดไปจากลูกน้ำ ส่วนหัวเชื่อมต่อกับส่วนอก รูปร่างลักษณะคล้ายเครื่องหมายจุลภาค(,) ระยะนี้ไม่กินอาหาร เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีท่อหายใจคู่หนึ่งที่ส่วนหัวเรียก trumpets ระยะนี้ใช้เวลาในการเจริญเติบโตเพียง 1-3 วัน

 

 

ระยะตัวเต็มวัย

ตัวยุงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนหัว (head) มีลักษณะกลมเชื่อมติดกับส่วนอก ประกอบด้วยตา 1 คู่ ตาของยุงเป็นแบบตาประกอบ (compound eyes) มีหนวด (antenna) 1 คู่ มีรยางค์ปาก (labial palpi) 1 คู่และมีอวัยวะเจาะดูด (proboscis) 1 อัน มีลักษณะเป็นแท่งเรียวยาวคล้ายเข็มสำหรับแทงดูดอาหาร หนวดของยุงแบ่งเป็น 15 ปล้อง สามารถใช้จำแนกเพศของยุงได้ แต่ละปล้องจะมีขนรอบๆ ในยุงตัวเมีย ขนนี้จะสั้นและไม่หนาแน่น (sparse) เรียกว่า pilose antenna ส่วนตัวผู้ ขนจะยาวและเป็นพุ่ม (bushy) เรียกว่า plumose antenna หนวดยุงเป็นอวัยวะที่ใช้ในการรับคลื่นเสียง ตัวผู้จะใช้รับเสียงการกระพือปีกของตัวเมีย ความชื้นของอากาศและรับกลิ่น

Labial palpi แบ่งเป็น 5 ปล้อง อยู่ติดกับ proboscis ในยุงก้นปล่องตัวเมีย palpi จะตรงและยาวเท่ากับ proboscis ส่วนยุงตัวผู้ตรงปลาย palpi จะโป่งออกคล้ายกระบอง ในยุงตัวอื่นที่ไม่ใช่ยุงก้นปล่อง palpi ของตัวเมียจะสั้นประมาณ ¼ ของ proboscis ส่วนตัวผู้ palpi จะยาวแต่ตรงปลายไม่โป่งและมีขนมากที่สองปล้องสุดท้ายซึ่งจะงอขึ้น

 

 

ส่วนอก (thorax) มีปีก 1 คู่ ด้านบนของอก ปล้องกลาง (mesonotum) ปกคลุมด้วยขนหยาบๆ และเกล็ด ซึ่งมีสีและลวดลายต่างๆ กัน เราใช้ลวดลายนี้สำหรับแยกชนิดของยุงได้ ด้านข้างของอกมีเกล็ดและกลุ่มขนซึ่งใช้แยกชนิดของยุงได้เช่นกัน ด้านล่างของอกมีขา โดยขาแต่ละข้างจะประกอบด้วย coxa ซึ่งมีขนาดสั้นอยู่ที่โคนสุด ต่อไปเป็น trochanter คล้ายๆ บานพับ femur, tibia และ tarsus ซึ่งมีอยู่ 5 ปล้อง ปล้องสุดท้ายมีหนามงอๆ 1 คู่ เรียกว่า claws ขาก็มีเกล็ดสีต่างๆ ใช้แยกชนิดของยุงได้ ปีกมีลักษณะแคบและยาว มีลายเส้นปีก (Veins) ซึ่งมีชื่อเฉพาะของแต่ละเส้นปีกและจะมีเกล็ดสีต่างๆ กัน ตรงขอบปีกด้านหลังจะมีขนเรียงเป็นแถวเรียก เกล็ด (fringe) และขนบนปีกนี้ก็ใช้ในการแยกชนิดของยุงได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมี halteres 1 คู่ อยู่ที่อกปล้องสุดท้ายมีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ อยู่ต่อจากปีก เมื่อยุงบิน halteres จะสั่นอย่างเร็วใช้ประโยชน์ในการทรงตัวของยุง

ส่วนท้อง (abdomen) มีลักษณะกลม ยาว ประกอบด้วย 10 ปล้อง แต่จะเห็นชัดเพียง 8 ปล้อง ปล้องที่ 9 -10 จะดัดแปลงเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ในยุงตัวผู้จะใช้ส่วนนี้แยกชนิดของยุงได้

 

 

1.2        ชีวิตประจำวัน (Daily life)

อาหาร

ยุงตัวเต็มวัยทั้ง 2 เพศ กินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ส่วนใหญ่ยุงตัวเมียยังต้องการโปรตีนจากเลือดมนุษย์หรือสัตว์ เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของไข่และใช้สร้างพลังงาน ยุงตัวเมียเท่านั้นที่กัดคนและสัตว์ ยุงแต่ละชนิดชอบกินเลือดต่างกัน พวกที่ชอบกินเลือดเรียกว่า zoophilic ส่วนพวกที่ชอบกินเลือดคนเรียกว่า anthropophilic เลือดจะเข้าไปช่วยในการเจริญเติบโตของไข่ การเจริญเติบโตของไข่แบบที่ต้องการโปรตีนจากเลือดเรียกว่า anautogeny มียุงไม่กี่ชนิดที่ไข่สุกได้โดยใช้อาหารที่สะสมไว้โดยไม่ต้องกินเลือด เรียก autogeny เช่นยุง Aedes togoi,Culex molestus เวลาที่ยุงหากินก็ไม่เหมือนกัน เช่น ยุงลายชอบหากินในเวลากลางวัน ส่วนยุงรำคาญชอบหากินในเวลากลางคืน ยุงแม่ไก่ชอบหากินตอนพลบค่ำและย่ำรุ่ง เป็นต้น

การบิน

มีลักษณะเฉพาะสำหรับยุงแต่ละชนิด เช่น ยุงบ้านจะบินไปไม่ไกล บินได้ประมาณ 30 - 300 เมตร ยุงลายสวนบินได้ประมาณ 400 - 600  เมตร ยุงก้นปล่องบินได้ประมาณ 0.5 – 2.5 กิโลเมตร ส่วนยุงรำคาญบินได้ตั้งแต่ 200 เมตรถึงหลายกิโลเมตร ยุงพาหะนำโรคไข้สมองอักเสบบินได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร ยุงตัวเมียสามารถบินได้ไกลกว่ายุงตัวผู้

การผสมพันธุ์

ยุงตัวผู้ลอกคราบโผล่ออกจากตัวโม่งก่อนยุงตัวเมีย และอยู่ใกล้ๆ แหล่งเพาะพันธุ์เมื่อตัวเมียออกมา 1-2 วัน จะผสมพันธุ์กัน หลังจากผสมพันธุ์แล้วยุงตัวเมียจะออกหาแหล่งเลือด แต่ยุงบางชนิดต้องการเลือดก่อนการผสมพันธุ์ เช่น Anopheles culicfacies นอกจากนี้ยุงก้นปล่องมีพฤติกรรมการบินว่อนเป็นกลุ่มเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ เรียก swarming มักเกิดขึ้นตอนพระอาทิตย์กำลังตก โดยแสงที่อ่อนลงอย่างรวดเร็วมีผลในการกระตุ้นกิจกรรมนี้ ส่วนยุงลายจับคู่ผสมพันธุ์โดยไม่ต้อง swarm ตัวผู้จะตอบสนองต่อเสียงกระพือปีกของยุงตัวเมีย ยุงลายตัวผู้สามารถค้นหาตัวเมียได้ภายในระยะทาง 25 เซนติเมตร

อายุของยุง

ยุงตัวผู้มักมีอายุสั้นกว่ายุงตัวเมีย โดยยุงตัวผู้มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ ยกเว้นในกรณีที่เลี้ยงดูด้วยอาหารสมบูรณ์และมีความชื้นเหมาะสมจะมีอายุอยู่ได้เป็เดือน ส่วนยุงตัวเมียมีอายุ 1 - 5 เดือน อายุของยุงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ในฤดูร้อน ยุงมีกิจกรรมมากทำให้อายุสั้นเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ ในฤดูหนาวยุงมีกิจกรรมน้อยจึงมีอายุยืน  ในบางพื้นที่ยุงสามารถจำศีลตลอดฤดูหนาว

 

1.3        ชนิดยุงที่สำคัญ

ชนิดของยุงที่สำคัญในทางการแพทย์ มี 4 ตระกูล ดังนี้

 

 

1.3.1        ตระกูลยุงลาย (Genus Aedes)

1.3.1.1        ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti)

เป็นตัวการสำคัญในการนำโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย (ในประเทศอเมริกาใต้นำโรคไข้เหลือง (Yellow fever) มีถิ่นกำเนิดจากอัฟริกา ชอบอาศัยอยู่บ้านหรือบริเวณรอบๆ บ้าน แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ได้แก่ ภาชนะขังน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ตุ่มน้ำ ถังซีเมนต์ใส่บ่อ บ่อคอนกรีตในห้องน้ำ จานรองขาตู้กันมด ยางรถยนต์เก่า กระป๋อง รางน้ำฝนที่มีน้ำขัง กะลามะพร้าว เป็นต้น

ยุงลายบ้านมีวงจรชีวิตเป็นแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) เช่นเดียวกับยุงชนิดอื่น การเจริญเติบโตแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะไข่  ยุงลายจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ติดไว้ด้านในบริเวณที่ขึ้นเหนือระดับน้ำ ไข่ใหม่มีสีขาวต่อมาประมาณ 12 - 24 ชั่วโมง จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ไข่ยุงลายสามรถอยู่ในที่แห้งได้นานเป็นปี (ความชื้นสูงและอุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส)  เมื่อระดับน้ำท่วมไข่จึงฟักตัวออกมาเป็นลูกน้ำ ระยะฟักตัวในไข่ประมาณ 2.5 – 3.5 วัน

ระยะลูกน้ำ หลังจากออกจากไข่แล้วลูกน้ำเริ่มกินอาหาร การเจริญเติบโตและลอกคราบ 4 ครั้ง ตัวอ่อนที่ได้จากการลอกคราบแต่ละครั้งรียกว่า instar เช่น ลูกน้ำที่ฟักออกจากไข่เรียกว่า first instar เมื่อลอกคราบต่อไปกลายเป็น second instar เป็นต้น ลูกน้ำใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 7 - 10 วัน ลอกคราบครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวโม่งหรือดักแด้

ระยะตัวโม่ง ระยะนี้ตัวจะโค้งงอ ไม่กินอาหาร ชอบลอยติดกับผิวน้ำใช้เวลา 1 - 2 วันจึงลอกคราบออกเป็นตัวเต็มวัย

ระยะตัวเต็มวัย เริ่มผสมพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 24 ชั่วโมง ตัวเมียผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวแต่วางไข่ได้หลายครั้ง ส่วนตัวผู้ผสมพันธุ์ได้หลายสิบครั้งในหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นยุงตัวเมียจะออกกินเลือด ยุงลายชอบกินเลือดคนและหากินในเวลากลางวัน บางครั้งยุงลายอาจกัดคนในเวลากลางคืนแต่เป็นภาวะจำเป็น เช่น ไม่มีเหยื่อในเวลากลางวัน หลังจากกินเลือดอิ่มแล้วยุงตัวเมียจะไปเกาะพักรอให้ไข่เจริญเติบโต เรียกช่วงนี้ว่า gonotrophic cycle ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2.5  –  3.5 วัน แหล่งเกาะพักของยุงลาย ได้แก่ บริเวณที่มืดอับลม ในห้องน้ำในบ้าน โดยเฉพาะตามสิ่งห้อยแขวนภายในบ้าน เช่น เสื้อผ้า มุ้ง ม่าน เป็นต้น หลังจากไข่เจริญเต็มที่แล้วจะบินไปหาที่วางไข่ ชอบที่ร่ม น้ำที่มีใบร่วงลงไปและมีสีน้ำตาลอ่อน จะกระตุ้นการวางไข่ได้ดีแต่ยุงลายไม่ชอบน้ำที่มีกลิ่นเหม็น

ลักษณะที่สำคัญของยุงลายบ้านเต็มวัย ตรงบริเวณด้านหลังของอกมีเกล็ดสีขาวเป็นรูปเคียว 2 อันคู่กัน

 

 

1.3.1.2        ยุงลายสวน (Aedes albopictus)

ยุงลายชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ลักษณะคล้ายคลึงกับยุงลายบ้านมาก แต่สังเกตได้จากเกล็ดสีขาวบนด้านหลังของอกไม่เป็นรูปเคียว แต่เป็นเส้นตรงเส้นเดียวพาดตามยาวตรงกลาง อุปนิสัยความเป็นอยู่คล้ายยุงลายแต่มักจะพบอยู่ในชนบท ในสวนผลไม้ สวนยาง อุทยานต่างๆ แหล่งน้ำที่ใช้เพาะพันธุ์มักจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น โพรงไม้ กระบอกไม้ไผ่ ลูกมะพร้าว กะลา กระป๋อง ขวดพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ เป็นต้น ยุงลายสวนจะบินได้ไกลกว่ายุงลายบ้าน ยุงชนิดนี้เป็นตัวการนำเชื้อไวรัสโรคไข้เลือดออกได้เช่นเดียวกัน

1.3.2        ตระกูลยุงคิวเล็กซ์หรือยุงรำคาญ (Genus Culex) ยุงในตระกูลนี้ที่สำคัญทางแพทย์มี 4 ชนิด คือ

1.3.2.1        ยุงรำคาญ (Culex quinquefasciatus)

พบมากในแอฟริกาและเอเชีย วางไข่เป็นแพในน้ำเน่าเสีย แหล่งเพาะพันธุ์มักอยู่ใกล้บ้าน ไข่แพหนึ่งมีประมาณ 200- 250 ฟอง ไข่ฟักภายใน 30 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 24 - 30 องศาเซลเซียส ออกหากินกลางคืน ชอบกินเลือดคน ในประเทศพม่า อินเดีย อินโดนีเซีย ยุงชนิดนี้เป็นตัวการสำคัญในการนำโรคฟิลาเรีย สำหรับประเทศไทยพบว่ายุงชนิดนี้สามารถนำเชื้อฟิลาเรียได้เช่นกันแต่ยังมีข้อมูลน้อย นอกจากนี้อาจทำให้มีอาการคันแพ้และเกิดแผลพุพองได้

 

 

1.3.2.2        Culex tritaeniorhynchus

                        ชนิดนี้เป็นตัวนำเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ซึ่งทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบทั่วไปในระเทศไทย แต่พบมากในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ น่าน แหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามท้องนา แหล่งน้ำที่เกิดจากรอยเท้าสัตว์ บ่อน้ำเล็กๆ ที่มีพืชน้ำ ลำธาร ชอบกินเลือดวัว ควาย หมูมากกว่าเลือดคนและนก ออกหากินตั้งแต่พลบค่ำจนตลอดคืน ส่วนมากหากินนอกบ้าน

1.3.2.3        Culex gelidus

เป็นตัวนำเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เช่นเดียวกับ Cx.tritaeniorhynchus แหล่งเพาะพันธุ์ได้แก่ สระน้ำ บ่อ หนองน้ำ น้ำล้างคอกสัตว์ ลำธารเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีพืชน้ำ หากินกลางคืน ชอบกินเนื้อสัตว์

1.3.2.4        Culex fuscocephala

เป็นตัวนำเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ พบตามหนองน้ำ บึงนาข้าว หากินกลางคืน ชอบกินเนื้อสัตว์ เช่น วัว ความ สุกร นก และคน

1.3.3        ตระกูลยุงก้นปล่อง (Genus Anopheles)

ยุงตระกูลนี้เป็นตัวการนำโรคมาลาเรีย  ซึ่งเกิดจากเชื้อโปรโตชัว Plasmodium ยุงก้นปล่องทีเป็นพาหะสำคัญในประเทศไทยมี 4 ชนิด คือ

1.3.3.1        Anopheles minimus เพาะพันธุ์ตามลำธารที่มีน้ำใสสะอาดไหล ไหลช้าๆ มีหญ้า

1.3.3.2        ขึ้นตามขอบและมีร่มเงาเล็กน้อย พบในท้องที่แถบเขาหรือใกล้เขา เกาะพักในบ้านที่ค่อนข้างมืดตอนกลางวัน แต่ในบางท้องที่ไม่เกาะพักในบ้าน ชอบกินเลือดคนมากว่าสัตว์

1.3.3.3        Anopheles dirus (A. balabacensis) เพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่ง มีร่มเงา เช่น ตามปลักโคลน รอยเท้าสัตว์และแหล่งน้ำชั่วคราวอื่นๆ ที่มีน้ำใส มีใบไม้แห้ง ถังซีเมนต์รดน้ำต้นไม้ในสวน ชอบอยู่ตามเขาและป่าเชิงเขา กัดคนตอนกลางคืนตั้งแต่เวลา 22:00 น. และมากที่สุดหลังเที่ยงคืน มีนิสัยชอบเกาะพักนอกบ้าน ชอบกินเลือดคน

1.3.3.4        Anopheles sundaicus เพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำกร่อยที่มีแสงแดดส่องถึง พบทางชายทะเล หากินนอกบ้าน ไม่มีรายงานเกาะพักนอกบ้าน

1.3.3.5        Anopheles maculates เพาะพันธุ์ตามท้องที่ป่าเขา ป่าบุกเบิกทั่วไป แหล่งเพาะพันธุ์ได้แก่ ลำธารเล็กๆ ที่มีแสงแดดส่องถึง คล้ายแหล่งเพาะพันธุ์ของ A.minimus ตัวเต็มวัยชอบเกาะพักตามพุ่มไม้เตี้ยๆ กินเลือดทั้งคนสัตว์ หากินนอกบ้าน มากกว่านอกบ้าน วงจรชีวิตของยุงก้นปล่อง มีอยู่ 4 ระยะเช่นกัน

ระยะไข่ ยุงก้นปล่องจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว บนผิวน้ำในตอนกลางคืนครั้งละประมาณ 150 ฟอง ไข่รูปร่างคล้ายเรือ บริเวณสองข้างตอนกลางฟองไข่มีเยื่ออากาศเป็นทุ่น เรียกว่า float เป็นส่วนที่ทำให้ไข่ลอยน้ำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไข่ยุงในตระกูลยุงก้นปล่อง ไข่ใช้เวลา 2-3 วันจึงฟักตัวเป็นลูกน้ำ

ระยะลูกน้ำ มีการลอกคราบ 4 ครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวโม่งใช้เวลาประมาณ 13-15 วันหรือมากกว่านั้น ที่อุณหภูมิต่ำลูกน้ำวางตัวขนานกับผิวน้ำ มีขนรูปพัดเรียกว่า palmate hairs ปรากฏอยู่บนปล้องท้องเกือบทุกปล้อง ทำหน้าที่พยุงลูกน้ำให้ลอยตัวเป็นลักษณะเฉพาะของลูกน้ำยุงก้นปล่อง

ระยะตัวโม่ง ใช้เวลาประมาณ 2-3 วันเมื่อลอกคราบครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวยุงพร้อมที่จะบิน รวมระยะเวลาจากไข่จนกลายเป็นตัวเต็มวันประมาณ 17 - 21 วัย

ระยะตัวเต็มวัย ยุงตัวเมียผสมพันธุ์ได้ทันที การผสมพันธุ์เพียงครึ่งหนึ่งสามารถวางไข่ได้ 5 - 6 ชุด แต่จะต้องได้รับเลือดก่อนทุกครั้ง เมื่อได้กินเลือดแล้วยุงตัวเมียจะไปเลือกที่สงบเกาะพักรอให้ไข่สุก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง แล้วมักจะบินไปหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมเพื่อวางไข่ ยุงที่วางไข่แล้ว เรียกว่า parous ส่วนยุงที่ยังไม่เคยวางไข่เรียก nulliparous

1.3.4        ตระกูลยุงเสือหรือยุงฟิลาเรีย (Genus Mansonia)

ยุงในตระกูลนี้สำคัญและเป็นตัวการนำโรคฟิลาเรีย (filariasis) ซึ่งเกิดมาจากเชื้อ Brugia Malayi ทางภาคใต้ของประเทศไทย ชนิดที่พบแพร่หลายได้แก่

1.3.4.1        Mansonia uniformis

1.3.4.2        Mansonia  dives

1.3.4.3        Mansonia bonneae

1.3.4.4        Mansonia annulifera

วงจรชีวิตของยุง Mansonia เป็นแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) เช่นเดียวกับยุงชนิดอื่นๆ ระยะเวลาการเจริญเติบโตค่อนข้างยาว จากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 23 - 30 วัน มี 4 ระยะ คือ

ระยะไข่ ไข่จะถูกวางติดกับด้านใต้ของพืชน้ำ มีสีคล้ำเกาะกันอยู่เป็นกระจุกรูปร่างคล้ายกลีบดอกไม้ กลุ่มหนึ่งประกอบด้วยไข่ประมาณ 75 - 200 ฟอง ไข่ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 วัน จึงฟักเป็นตัวลูกน้ำ

ระยะลูกน้ำ  มีลักษณะพิเศษอยู่ที่ท่อหายใจ (siphon) มีลักษณะรูปกรวยสั้นปลายแหลมหยักคล้ายใบเลื่อยใช้เจาะติดับต้นรากพืชน้ำ มีลิ้นปิดเปิดแข็งแรงมาก หายใจโดยได้รับออกซิเจนจากเซลล์ของพืชน้ำ ใช้เวลาเจริญเติบโต 16 - 20 วัน

ระตัวโม่ง  ท่อหายใจดัดแปลงรูปร่างเพื่อแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชน้ำใช้เวลา 5 - 7 วัน

ระยะตัวเต็มวัย ยุงชนิดนี้แตกต่างจากยุงชนิดอื่นๆ ตรงที่เกล็ด (Scale) บนปีกมีสีสันลวดลายแปลกตาโดยมากเป็นสีน้ำตาล โดยเฉพาะที่เกล็ดมีลักษณะกลมและใหญ่กว่ายุงชนิดอื่น ยุงชนิดนี้หากินกลางคืน เมื่อผสมพันธุ์และกินเลือดแล้วมักจะเกาะพักบริเวณยอดหญ้ารอจนไข่สุกจึงไปวางไข่ในแหล่งเพาะพันธุ์ตามบึง หรือหนองน้ำที่มีพืชน้ำ เช่น พวกจอกและผักตบชวา ยุงตัวเมียหากินนอกบ้าน ชอบกินเลือดวัว สุนัข แพะ สัตว์ปีกและคน  เวลาที่ออกหากินมากที่สุดเป็นช่วง พลบค่ำและก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อาจพบออกหากินเวลากลางวันในบริเวณที่ความชื้นสูงมีร่มเงา ยุงตัวเมียกินเลือดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอต่อการเจริญของไข่ ระยะเวลาในการสร้างไข่ประมาณ 4 - 5 วัน

 

ตารางที่ 2 สรุปข้อแตกต่างระหว่างยุง 4 ชนิด

 

ลักษณะทั่วไป

ตระกูลยุงลาย

Aedes

ตระกูลยุงรำคาญ

Culex

ตระกูล

ยุงก้นปล่อง

Anopheled

ตระกูลยุงเสือ

/ยุงฟิลาเรีย

Mansonia

แหล่งเพาะพันธุ์

แหล่งน้ำสะอาดบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ อ่างน้ำ บ่อซีเมนต์ ไห กระป๋อง กะลา ยาง รถยนต์ จานรองขาตู้ แจกัน กาบเปลือกผลไม้

แหล่งน้ำขังบนดิน แอ่งหิน ท่อระบายน้ำ น้ำครำใต้ถุนบ้าน น้ำในทุ่งนา รอยเท้าสัตว์ ภาชนะขังน้ำที่สกปรก

 

แหล่งน้ำไหลเอื่อยๆ ค่อนข้างสะอาด แอ่งหิน โพรงไม้ รวมทั้งในนาข้าว โดยมากอยู่ไกลตัวเมือง ในป่าชายเขา

บึงน้ำที่มีพืชน้ำ เช่น จอก แหน ผักตบชวา ป่าพรุที่มีพืชน้ำ เป็นต้น

การเกาะพัก

ลำตัวขนานกับพื้น

ลำตัวขนานกับพื้น

ลำตัวและส่วนท้องทำมุมกับผนังที่เกาะประมาณ 45°

ลำตัวขนานกับพื้น

รูปล่างลักษณะ

ลำตัวมีเกล็ดสีขาวบนด้านหลังส่วนอก

ปีกค่อนข้างใส

 

ปากตัวเมีย palpi

สองข้างปากสั้น

 

ลำตัวสีน้ำตาล

 

ปีกค่อนข้างใส

 

ปากตัวเมีย palpi

สองข้างปากสั้น

ยาวไม่ถึง ? ของปาก

ลำตัวสีน้ำตาล

ค่อนข้างสีดำ

ปีกมีเกล็ดสีซีด

สลับเข้ม

ปากตัวเมีย palpi

สองข้างปากยาวเท่ากับความยาว ของปาก

ลำตัวเกล็ดหยาบ

สีน้ำตาลอ่อน

ปีกมีเกล็ดหยาบ

ใหญ่เห็นได้ชัดเจน

ปากตัวเมีย palpi

สองข้างของปากยาวกว่า  Culex เล็กน้อย

ลูกน้ำ

ท่อหายอ้วนสั้น

ลอยทำมุมกับผิวน้ำ เคลื่อนไหวแบบตวัดตัว

ท่อหายใจเรียงยาว ลอยทำมุมกับผิวน้ำ เคลื่อนไหวเป็นรูปตัวเอส (S)

ไม่มีท่อหายใจ ลอยขนานบนผิวน้ำ    เคลื่อนไหวตรงๆ สลับไปมาดูแข็งๆ

ท่อหายใจสั้นเป็นฟันเลื่อยเจาะแทงในรากพืชน้ำ เคลื่อนไหวเป็นรูปตัวเอส (S)

ไข่

เป็นใบเดี่ยวๆ ติดตามขอบภาชนะเหนือระดับน้ำเล็กน้อย

เป็นแพลอยอยู่บนผิวน้ำ

เป็นใบเดี่ยวๆ ลอยบนผิวน้ำ โดยมีทุ่นช่วย

เป็นกลุ่มติดอยู่ใต้ใบพืชน้ำ

การออกหากิน

เวลากลางวันในบ้านและใกล้บ้าน

เวลาพลบค่ำถึงเช้ามืด โดยมากหากินนอกบ้าน

เวลากลางคืนนอกบ้าน

เวลากลางคืนนอกบ้าน

นำโรคสำคัญ

ไข้เลือดออกและ

ฟิลาเรีย  ชนิดที่มีพยาธิ W.bancroftl

ไข้สมองอักเสบและโรคฟิลาเรียชนิดที่มีพยาธิ W.bancroftl

โรคมาลาเรีย หรือไข้ป่าหรือไข้จับสั่น

โรคเท้าช้างชนิดที่มีพยาธิ Brugla malayi  และ W.bancroftl

 

2.      วิธีการควบคุมยุง

2.1        การควบคุมโดยวิธีชีววิทยา (Biological control)

การนำสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติมาควบคุมยุงพาหะให้ได้ผลนั้น ต้องมีปริมาณมากพอที่จะควบคุมประชากรยุงพาหะได้ เช่น การให้ปลากินลูกน้ำ ตัวห้ำ เชื้อรา แบคทีเรีย และโปรโตซัว เป็นต้น

2.2        การควบคุมโดยใช้สารเคมี (Chemical control)

การใช้มาตรการควบคุมโดยใช้วัตถุอันตราย เช่น การใช้สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์สารสกัดธรรมชาติ สารออร์กาโนคลอรีน สารออร์กาโนฟอสเฟตและสารคาร์บาเมต เป็นต้น

2.3        การควบคุมโดยวิธีกล (Mechanical control) เช่น การใช้มุ้ง การสวมเสื้อมิดชิด ใช้ยาจุดกันยุง ใช้มุ้งลวด เป็นต้น

2.4        การควบคุมโดยวิธีพันธุกรรม (Genetic control) เช่น ทำให้โครโมโซมของยุงพาหะเปลี่ยนไปไม่สามารถนำเชื้อได้ ทำให้ยุงเป็นหมันโดยใช้สารกัมมันตรังสีหรือใช้วัตถุอันตราย เป็นต้น

2.5        การใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง (Insect growth regulators: IRG) เช่น การใช้สารคล้ายจูวิไนล์ฮอร์โมนและสารยับยั้งการสร้างผนังลำตัว เป็นต้น

 

3.      การจัดการยุง

3.1        การจัดการแหล่งเพาะพันธุ์

ในการดำเนินการจำเป็นต้องมีการสำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ ความชุกชุมของลูกน้ำและตัวยุงเพื่อวางแผนจัดการควบคุม ภายหลังการปฏิบัติงานต้องมีการประเมินผลโดยสำรวจแบบดียวกับก่อนการควบคุม เพื่อตรวจสอบว่ายุงลดลงหรือไม่

แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงแต่ละชนิดแตดต่างกัน ดังนั้นต้องมีความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาและนิเวศวิทยาของยุงที่ต้องการกำจัด ดังนี้

3.1.1        ยุงลาย   เพาะพันธุ์ในภาชนะขังน้ำ   เช่น   โอ่งใส่น้ำดื่ม  น้ำใช้  บ่อคอนกรีตขัง น้ำในห้องน้ำ แจกันภาชนะใส่ต้นไม้น้ำ   การจัดการต้องเป็นการหาวิธีป้องกันไม่ให้ภาชนะดังกล่าวเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ เช่น ปิดฝาภาชนะให้มิดชิดด้วยผ้า ตาข่าย หรืออลูมิเนียมหรือแผ่นโลหะ ทำความสะอาดขัดล้างโอ่ง ระบายน้ำทิ้งเปลี่ยนน้ำในแจกันทุก 4 - 5 วัน ในกรณีของภาชนะที่ไม่ได้ประโยชน์ เช่น ยางรถยนต์เก่า โอ่ง อ่างแตก แนะนำให้กำจัดทิ้งไปหรือนำไปดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์อื่น เช่น นำไปใส่ดินปลูกพืชสวนครัว เป็นต้น สำหรับแหล่งเพาะพันธุ์ในธรรมชาติ เช่น โพรงไม้ กาบใบเรือ กระบอกไม้ไผ่ สามารถป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์โดยใส่ดินหรือทรายหรืออุดด้วยซีเมนต์หรือฉีดพ่นสารกำจัดลูกน้ำซึ่งอาจใช้สารเคมีหรือสารชีวภาพ

วิธีการจัดการกับวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เช่น ขวด กระป๋อง โอ่งแตก ถังพลาสติกชำรุด ยางรถยนต์ กะลามะพร้าว เปลือกทุเรียน ถ้วยยางพาราเก่าๆ เป็นต้น ดังนี้

3.1.1.1        ฝัง เผาทำลายหรือเก็บรวบรวมในถุงหรือนำไปทำรองเท้ายาง ถังน้ำ ถังขยะหรือนำไปหลอมกลับมาใช้ใหม่

3.1.1.2        ยางรถยนต์เก่า อาจนำไปปลูกต้นไม้หรือนำไปทำแนวกั้นดินป้องกันการถูกคลื่นเซาะทำลาย

3.1.1.3        กะลามะพร้าว เปลือกทุเรียนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง

3.1.1.4        เรือบดเล็กหรือเรือชำรุดให้คว่ำเมื่อไม่ใช้งาน

3.1.2        ยุงรำคาญ เพาะพันธุ์อยู่ในท่อระบายน้ำ แหล่งน้ำขังที่มีมลภาวะสูง การจัดการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ทำได้หลายวิธี เช่น

3.1.2.1        การเก็บขยะในแหล่งน้ำขัง เพื่อจะได้ไม่เป็นอาหารของลูกน้ำและเป็นที่หลบซ่อนของลูกน้ำ จากการสังเกตพบว่าแอ่งน้ำขังหรือคลองที่ไม่มีขยะลอยอยู่ในน้ำจะไม่ค่อยมีลูกน้ำยุงรำคาญเพราะไม่มีแหล่งเกาะพักของลูกน้ำ ไม่มีร่มเงา

3.1.2.2         การกำจัดต้นหญ้าที่อยู่ริมขอบบ่อ

3.1.2.3         การทำให้ทางระบายน้ำไหลได้สะดวก เพราะยุงรำคาญชอบอาศัยในแหล่งน้ำขัง หรือ น้ำนิ่ง ซึ่งมีเศษขยะลอยอยู่บนผิวน้ำ

3.1.2.4         การถมหรือระบายน้ำออกของแหล่งน้ำที่ไม่จำเป็น เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ให้น้อยลง

3.1.3        ยุงก้นปล่อง  พาหะนำโรคมาลาเรีย มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามลำธาร บ่อพลอยแอ่งหิน แอ่งดิน คลองชลประทาน สามรถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะสมโดยการกลบถมปรับปรุงความเร็วของกระแสน้ำเพื่อรบกวนการวางไข่ของยุงและทำให้ไข่ยุงกระทบกระเทือน จัดการถางวัชพืชริมลำธาร ลดร่มเงาและแหล่งเกาะพัก

3.1.4        ยุงพาหะโรคเท้าช้าง มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามป่าพรุ แหล่งน้ำที่มีพืชน้ำ ฉะนั้นการจัดการกับแหล่งเพาะพันธุ์ทำได้ยากโดยกลบถมหรือทำลายวัชพืช

3.2        การควบคุมโดยวิธีชีววิทยา

การนำสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติมาควบคุมยุงพาหะให้ได้ผลนั้น ต้องมีปริมาณมากพอที่จะควบคุมประชากรยุงพาหะได้ สามารถหาได้ในท้องถิ่นและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชิวิตอื่นตลอดจนสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ปลากินลูกน้ำ ตัวห้ำ เชื้อรา แบคทีเรีย และโปรโตซัว เป็นต้น

3.3        การควบคุมโดยวิธีพันธุกรรม

เช่น ทำให้โครโมโซมของยุงพาหะเปลี่ยนไปไม่สามารถนำเชื้อได้ ทำให้ยุงเป็นหมันโดยใช้สารกัมมันตรังสีหรือใช้วัตถุอันตราย

3.4        การควบคุมโดยวิธีกล

การลดการสัมผัสระหว่างคนและยุงพาหะ เช่น การใช้มุ้ง การสวมเสื้อมิดชิด การใช้สารทาป้องกันยุง การใช้ยาจุดกันยุง การใช้มุ้งลวด

3.5        การใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ใช้ชื่อย่อว่า IGRs แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

3.5.1        สารคล้ายจูวิไนล์ฮอร์โมน (Juvenile analogues) เช่น สารเม็ทโทปรีน(methoprene)

3.5.2        สารยับยั้งการสร้างผนังลำตัวแมลง (Chitin synthesis inhbitors) เช่น สารไดฟลูเบนซูรอน  (diflubenzuron) ไทรทูมูรอน (triumuron)  เป็นต้น

3.6        การควบคุมโดยใช้สารเคมี

 การใช้มาตรการควบคุมโดยใช้วัตถุอันตรายนี้ จะต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมโดยอาศัยความรู้ทางชีวนิสัยของยุงพาหะ ระบาดวิทยาของโลก ความเป็นพิษของวัตถุอันตรายที่นำใช้อย่างปลอดภัย ในทางสาธารณสุขนั้นจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นำมาใช้พ่นชนิดมีฤทธิ์ตกค้างหรือนำมาใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานทางการเกษตรซึ่งอาจทำให้ยุงพาหะเกิดความต้านทานต่อสารนั้นได้ ดังนั้นการควบคุมยุงพาหะโดยการใช้วัตถุอันตรายจึงควรใช้ร่วมกับมาตรการอื่น

3.6.1        สารจากธรรมชาติ (Natural Products)  เช่น สารไพรีทรีนซึ่งสกัดจากดอกเบญจมาศ สารนิโคตินจากใบยาสูบ สารสกัดจากสะเดา (Neem)  โล่ติ๊น  (Rotenone)  เป็นต้น

3.6.2        การใช้วัตถุอันตรายกำจัดลูกน้ำ (Larvicides)  ได้แก่ เทมีฟอส  (temephos) เฟนไธออน (fenthion) คลอไพรีฟอส (chlorpyriphos) เป็นต้น สารเทมีฟอส 1 % เคลือบทราย (Sandgranules) หรือเคลือบซีโอไลท์ (zeolite granules) ความเข้มข้นที่แนะนำให้ใช้ 1 พีพีเอ็มในน้ำ  (10 กรัมในน้ำ 100 ลิตร) มีฤทธิ์กำจัดลูกน้ำยุงได้ 8 - 20 สัปดาห์ ขึ้นกับพฤติกรรมการใช้น้ำ

3.6.3        การใช้วัตถุอันตรายกำจัดยุง  ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีดังนี้

3.6.3.1        กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (Synthetic pyrethroid compounds) เช่น  เพอเมทรีน  (permethrin)  เดลต้าเมทรีน  (deltamethrin)  แลมด้าไซฮาโลทรีน (lambdacyhalothrin) เป็นต้น

3.6.3.2        กลุ่มออร์ก้าโนคลอรีน  (Organochlorine compounds) เช่น ดีดีที แต่ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้าส่งออกและมีไว้ในครอบครอง

3.6.3.3        กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟส  (Organophosphate compounds) เช่น เฟนนิโทรไธออน (fenitothion)  มาลาไธออน (malathion)  ไดคลอวอส (dichlorvos) เป็นต้น

3.6.3.4        กลุ่มคาร์บาเมต (Cabamate compounds)  เช่น โปรพ็อกเซอร์ (Propoxur) เบนดิโอคาร์บ (bendiocarb) เมทโทมิล (methomyl) เป็นต้น

 

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

 

1.      อุษาวดี ถาวระ.2544 ยุงพาหะ.ใน : อุษาวดี ถาวระ บรรณาธิการ.ชีววิทยาและการควบคุมแมลงที่ เป็นปัญหาสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, บริษัท ดีไซร์ จำกัด, หน้า 1 – 22.

2.      อุษาวดี ถาวระ.2544 ยุงพาหะโรคไข้เลือดออก.ใน : อุษาวดี ถาวระ บรรณาธิการ.ชีววิทยานิเวศวิทยาและการควบคุมยุงในประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร, บริษัท ดีไซร์ จำกัด, หน้า 21 – 41.

ขึ้นบนสุด